Make your own free website on Tripod.com

ทำบุญแบบสุดตัว-เป็นหนี้ยังไม่ต้องใช้-บุญรอไม่ได้

    ตั้งแต่ดิฉันเขียนมาเล่าประสบการณ์ของดิฉันในการเข้าวัดธรรมกาย ในกระทู้ M136, M148, M149, และ M158 ดิฉันได้รับ ทั้งคำชม คำสรรเสริญ คำตำหนิ และ คำด่า มากพอสมควร แต่ดิฉันมั่นใจในสิ่งที่ดิฉันกำลังทำอยู่นี้ว่าถูกต้องและจะมุ่งมั่นทำต่อไป เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของพุทธศาสนิกชนทุกท่านที่ได้อ่าน นำมาใช้ในการกำหนดท่าทีของท่านต่อวัดพระธรรมกาย
    เรื่องราวที่ดิฉันเล่ามานั้นขอยืนยันว่าเป็นความจริงทุกประการ และเป็นสิ่งที่ประสบมาด้วยตนเอง มิได้ฟังจากใครมาอีกต่อหนึ่ง ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันเป็นบุคคลผู้มีศีลห้าครบ ไม่ว่าจะในระหว่างที่ดิฉันยังหลงงมงายอยู่กับวัดพระธรรมกาย หรือในขณะนี้ที่ดิฉันได้หมดศรัทธาแล้วในวิธีการสอนของวัดพระธรรมกาย และที่ดิฉันตระหนักแล้วในขณะนี้คือการรักษาศีลห้าให้ครบนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะเป็น พุทธศาสนิกชนที่ดี การมีศีลห้าอาจทำให้ดิฉันสามารถละบาประดับหยาบๆได้ แต่ในขณะที่ดิฉันหลงงมงายอยู่กับวัดพระธรรมกายดิฉันกลับ เป็นผู้ที่สะสมบาปอย่างละเอียดแทน ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของความโลภในบุญ การหวังผลดลบันดาลต่างๆอย่างขาดสติไตร่ตรอง ใช่ค่ะส่วนหนึ่งหรือส่วนสำคัญทีเดียวเป็นเพราะดิฉันหลงโง่งมงาย ปล่อยให้เขาจูงจมูกแนะนำ ความเห็นที่ผิดไปได้ แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆว่าวัดพระธรรมกายเองก็เจตนาจะชักจูงคนให้หลงงมงายไปอย่างนั้นเช่นกัน

    ตั้งแต่ที่ดิฉันเข้าวัดพระธรรมกาย ดิฉันยังไม่เคยได้ยินจากพระวัดพระธรรมกายเลยสักรูปเดียว ในเรื่องที่ว่าให้แบ่งรายได้เป็นสี่ส่วนและนำเงินมาทำบุญทำทานเพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น ถ้าท่านเปลี่ยนมาสอนอย่างนี้ได้จริง ดิฉันก็ขออนุโมทนาสาธุอย่างจริงใจ แต่ที่ดิฉันได้ยินกลับตรงกันข้าม ท่านกลับสอนให้ทุ่มสุดตัว สุดฤทธิ์สุดเดช ดังที่มีหลักฐานมากมายในเทปธรรมะต่างๆของทางวัด หรือในเสื้อยึดของทางวัดที่เขียนข้อความเชิญชวนต่างให้ทุ่มสุดตัว ไม่ว่าจะเป็น "ทุ่มสุดตัวเหมาหมดเจดีย์" "เหมาหมดเจดีย์บูชาธรรมหลวงพ่อสด" มีท่านใดที่เป็นศิษย์วัดนี้อ่านแล้วจะเถียงไหมค่ะว่าไม่จริง เมื่อหลักฐานมันเป็นพยานอยู่ชัดๆเช่นนี้ ดิฉันยังเก็บเทปม้วนหนึ่งของเสี่ยสอง ที่ทางวัดทำแจกให้ผู้ปฏิบัติธรรมอยู่เลย ในเทปดังกล่าวเสี่ยสองเล่าประวัติของตนในการเข้าปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ และเล่าถึงอานุภาพบุญต่างๆที่ได้รับ จนร่ำรวยเป็นเสี่ย สุดท้ายถึงขั้นประกาศท้าว่า ทุกท่านที่เข้าวัดพระธรรมกายแบบทุ่มสุดตัวแล้ว รับรองได้ว่า จะร่ำรวยอย่างมหาศาลภายในสามปี ดิฉันยังมีเทปนี้อยู่นะคะ สื่อมวลชนท่านใดต้องการก๊อปปี้ เชิญขอมาได้ผ่านกระทู้นี้เลยนะคะ แล้วดิฉันจะจัดส่งไปให้

    นอกจากนี้ดิฉันยังจำได้ครั้งหนึ่งหลวงพี่รูปหนึ่งท่านเล่า ให้ชาววัดฟังถึงคนที่กู้เงินเขามาทำบุญแล้วได้อานุภาพบุญแบบสุดฤทธิ์สุดเดช จนทำให้ร่ำรวยมหาศาล กลายเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ นี่มิใช่วิธีการสอนคนให้โลภและให้ทำบุญจนเกินตัวหรือค่ะ นอกจากนี้ยังมีคำพูดที่ว่า "เจ้าหนี้ในทางโลกนั้นรอได้ แต่บุญนั้นรอไม่ได้ ถ้าพระธรรมกายรอบเจดีย์ทั้งภายในภายนอกหมดแล้ว ต่อให้มีเงินเป็นร้อยล้านก็ทำไม่ได้แล้ว อย่าถือว่าเราเบี้ยวหนี้เขาแต่ถือว่าเจ้าหนี้เขาก็ร่วมได้บุญกับเราด้วย" สอนอย่างนี้แหละค่ะยิ่งทำให้หนี้ NPL ล้นกันไปใหญ่ ถ้าไม่เรียกว่าสอนให้โลภแล้วจะเรียกว่าอะไรดีค่ะ
    พูดถึงเรื่องหนี้มีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ เรื่องนี้มีหลักฐานพิสูจน์ได้ด้วยค่ะ ในสมุดสวดมนต์ของวัดพระธรรมกาย ในบทสวดแผ่เมตตาของวัดนี้ จะแตกต่างกับวัดอื่นตรงที่ จะตัดในส่วนที่แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ่ากรรมนายเวรออกไป วัดนี้เขาห้ามนะค่ะ เขาห้ามเราแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เขาบอกว่าถ้าให้แล้วเจ้ากรรมนายเวรจะมีฤทธิ์สูงขึ้นแล้วจะมาทำร้ายเรา ดิฉันเคยอดสงสัยไม่ได้ถามท่านว่า ในเมื่อเราเป็นหนี้พวกเขาแล้วเราก็ต้องใช้เขาไม่ใช่หรือ ท่านตอบว่าเจ้ากรรมนายเวรนั้นมี Mission ให้มาฆ่าเราอย่างเดียวไม่มีวันอโหสิ ดังนั้นก็เหมือนกับเจ้าหนี้ถ้าเราเริ่มมีเงินหน่อยแล้วไปใช้เจ้าหนี้ เขาก็จะตามทวงเรามากขึ้นทันที ดังนั้นถ้าเราอุทิศส่วนกุศลให้แก่เขา เขาก็จะกลับมาย้อนตามทวงหนี้เราต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เราต้องทำบุญหนีเขาไปเรื่อยๆ เมื่อเขาตามเราไม่ทันมันจะกลายเป็นอโหสิกรรมเอง ฟังดูแล้วเหมือนให้เราหนีหนี้หนีจนกว่าเจ้าหนี้จะแทงหนี้ศูนย์ หรือหมดปัญญาตามทวงเองใช่ไหมค่ะ จะเถียงไหมค่ะศิษย์วัดพระธรรมกายว่าไม่จริง ไม่เชื่อลองไปเปิดสมุดสวดมนต์ของวัดนี้ดูสิค่ะ
    ในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำท่านเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสก็ยังคงประกาศให้ สานุศิษย์มาร่วมลงชื่อในใบปาวารนา เพื่อทำบุญ 1 ล้านบาทและเป็นประธานรอง ปัจจุบันนี้ท่านก็ยังทำอยู่ ท่านถึงขั้นประกาศว่า "ใครที่ยังไม่มีก็เขียนไว้ก่อนได้ แล้วกลับไปอธิษฐาน ไปขายที่ ขายบ้านมาทำบุญ ในยุคเศรษฐกิจฝึดเคืองเปรียบเสมือนเครื่องพิสูจน์ความเป็นนักสั่งสมบารมีของลูกทุกคน อย่าท้อถอยที่จะสั่งสมบารมีกันต่อไปนะจ๊ะ"

    เท่าที่ดิฉันเขียนมาข้างต้น ยังไม่เป็นบทพิสูจน์อีกหรือค่ะ ว่าท่านไม่ได้สอนให้เราทำทานแบบมีสติเลย ท่านไม่ได้สอนให้เราทำทานแบบพอตัว แต่ท่านสอนให้เราทำทานแบบขาดสติ ทำทานแบบเกินตัว ทำทานแบบเบียดเบียนตัวเอง ทำบุญแบบโลภในบุญ
    ดิฉันไม่ได้มีอะไรโกรธแค้นวัดนี้ ไม่เคยโกรธแค้นท่านเจ้าอาวาสหรือท่านรองเจ้าอาวาส แต่ดิฉันเสียดายที่ท่านกำลังนำพาพุทธศาสนิกชนจำนวนมากไปในทางที่ผิด ท่านกำลังหาเงินด้วยการละเมิดพระธรรมวินัย อันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของพระพุทธเจ้า ดิฉันจึงต้องออกมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของพระองค์ เท่าที่ดิฉันจะสามารถทำได้ ขอแสดงความเสียใจด้วยสำหรับความพยายาม ที่จะให้ดิฉันหยุดเขียน

    หวังว่าสิ่งดิฉันเขียนจะเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนผู้มีปัญญาบ้างนะคะ
    แล้วพรุ่งนี้ดิฉันจะมาเขียนเล่าให้ฟังถึง เหตุการณ์ ในวัน "อัศจรรย์ตะวันแก้ว-ชิตังเม" นะคะ

คำถามจากคุณ: โง่งมงาย 6 มีนาคม 2542 เวลา 1:25:31:


    เห็นใจครับ แล้ว ก็ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ
    ใครจะว่าอะไรอย่าเก็บไปคิดมากจนเกินไปเลย คนที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลกครับ
คำตอบจากคุณ: เหนื่อยใจ 6 มีนาคม 2542 เวลา 2:24:10
    อย่าไปฟังคนชั่วมาดึงคุณไปทำบุญแบบเลวๆอีกเลย คุณมาถูกทางแล้วครับเป็นกำฃลังใจให้คุณครับ
คำตอบจากคุณ: ศักดิ์ 6 มีนาคม 2542 เวลา 10:48:20
    ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว
    ขอบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงคุ้มครองท่าน
คำตอบจากคุณ: ทองคำ 7 มีนาคม 2542 เวลา 9:05:55
    อยากได้ยินความเห็นของศิษย์ธรรมกาย ในหัวข้อนี้จริงๆเลยจ๊ะ
คำตอบจากคุณ: 027 8 มีนาคม 2542 เวลา 23:15:21

หากคุณรู้คำตอบ ของคำถามข้างบน ตอบได้ที่นี่ครับ

    ชื่อ หรือ email ของคุณ:
    คำตอบ หรือ ข้อคิดเห็น:


This page hosted by Hypermart, the world's fastest growing business community!