Make your own free website on Tripod.com

ปฏิบัติธรรมบนดอยกับหลวงพ่อธัมมชโย

    ดิฉันเคยเข้าวัดพระธรรมกาย เคยหลงผิดเสียทรัพย์ไปไม่น้อย บัดนี้ดิฉันตาสว่างแล้ว ขอนำสิ่งที่พบเห็นในวัดพระธรรมกาย มาเล่าให้พวกเราฟัง และตอนนี้ดิฉันก็กำลังจะกลับเข้าวัดพระธรรมกายอีกครั้งเพื่อไปเก็บเรื่องราวต่างๆมาเป็นวิทยาทาน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนรู้เท่าทันวิธีการของเขา
    ดังที่สัญญาไว้เมื่อวานนี้ ว่าวันนี้ดิฉันจะมาเล่าให้ฟังเรื่อง ประสบการณ์ของดิฉันเมื่อได้ขึ้นไปปฏิบัติธรรมบนดอยสุเทพ

    การขึ้นไปปฏิบัติธรรมบนดอยสุเทพของวัดพระธรรมกาย (ที่หลายๆคนเรียกว่าขึ้นไป"อัดธรรมกาย") นั้นถือเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับสาวกของวัดนี้หากตนได้รับการคัดเลือกให้ขึ้นดอย เพราะจะได้ขึ้นไปฝึกเข้มตามวิชชาธรรมกาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ธัมมชโย เป็นผู้ลงสอนวิชชาธรรมกายและจะเป็นผู้ตรวจสอบอารมณ์ และความก้าวหน้าในการปฏิบัติด้วยตัวท่านเอง
    คนที่จะได้รับการคัดเลือกให้ขึ้นไปปฏิบัตินั้น จะต้องเป็นคนที่พิเศษ เป็นผู้นำบุญที่ทำบุญมามากๆ หรือ เป็นคนที่ชักชวนคนอื่นมาทำบุญได้มากๆ หรือ เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติดีมีฐานะมีอนาคตเป็นผู้นำบุญที่ดีได้ การได้รับการคัดเลือกให้ขึ้นดอยจึงเป็นเหมือนรางวัลสำหรับผู้นำบุญที่แข็งขัน ท่านเจ้าอาวาสจะเป็นผู้ตรวจรายชื่อคนที่จะขึ้นไปปฏิบัติธรรมแต่ละครั้งด้วยตัวเอง
    การขึ้นดอยปฏิบัติธรรมมีมานานหลายปีแล้วแต่ในอดีตระยะเวลาการปฏิบัติยาวนานถึง 7 วัน 7คืน ต่อมาจึงมีการปรับให้เข้ากับบรรดาสานุศิษย์ผู้มีธุรกิจการงานสำคัญๆมากมาย โดยตัดลงเหลือ 3 วัน 2 คืน
    สถานที่ที่ใช้ในการปฏิบัติธรรมคือ บ้านพักราชการของกรมป่าไม้ ในอุทยานแห่งชาติ สุเทพ-ปุย (ไม่รู้เข้าไปใช้ได้ยังไงบ่อยๆ) บ้านพักเป็นเรือนๆละ 3-4ห้องนอน มีเรือนพิเศษ ชื่อว่า เรือนซูกาโน เพราะที่เรือนนี้เคยใช้เป็นเรือนรับรองท่านซูกาโน เมื่อครั้งเยือนอุทยานแห่งนี้ เรือนนี้จึงค่อนข้างหรูหรากว่าเรือนอื่นๆมากใช้รับรองสำหรับผู้นำบุญที่กระเป๋าหนักๆเท่านั้น
    การปฏิบัติธรรมทั้งสามวันนั้นหนักมากทีเดียว ต้องตื่น แต่เช้าทำวัดเช้า นั่งสมาธิ ทานอาหารเช้า นั่งสมาธิต่อ ทานอาหารเพล พักเที่ยง นั่งสมาธิต่อ พักบ่ายดื่มน้ำปานะ พัก ทำวัดเย็น นั่งสมาธิ เข้านอน เห็นไหมคะว่าเข้มแค่ไหน ทุกครั้งที่มีการนั่งสมาธิท่านเจ้าอาวาสหรือพระในจะเป็นผู้นำการนั่งสมาธิ คอยพูดช้าๆเย็นๆในการนำนั่งสมาธิตลอดเวลา เหมือนการสะกดจิต เมื่อนั่งเสร็จจะมีการตรวจอารมณ์และความคืบหน้าในการปฏิบัติ ด้วยการถามเป็นรายคนทีละคน อ่านชื่อนามสกุลแล้วก็ตอบ ว่าเห็นอะไรบ้าง บางคนไม่เห็นอะไรก็ตอบแบบเขินๆ บางคนก็จำใจต้องตอบว่าเห็นเพราะถ้าไม่เห็นแล้วอายเขา หรือกลัวหลวงพ่อไม่พอใจ มีการบอกนำตลอดว่าควรจะเห็นอะไรบ้าง วันสุดท้ายตอนบ่ายจะมีพิธีบูชาธรรมหลวงพ่อ หรือพูดง่ายๆพิธีถวายเงินให้หลวงพ่อ เขียนเช็คจ่ายกันเป็นแถวเลยค่ะ มีการให้ยืมเช็คมีการแลกเช็คเขียนเช็คล่วงหน้ากันด้วยค่ะ ขึ้นต้นด้วยการปฏิบัติตบท้ายด้วยการรับเงิน ทุกคนถูกสะกดให้กลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ไปในตัว

    ดิฉันเคยขึ้นไปปฏิบัติธรรมด้วยถึงสองครั้งเพราะตอนนั้น ดิฉันเพิ่งจะทำบุญไปล้านหนึ่งและนำญาติพี่น้องที่รวยๆเข้าไปด้วย ช่วงนั้นดิฉันจึงเนื้อหอมสำหรับชาววัดพระธรรมกาย ทั้งสองครั้งดิฉันได้รับเลือกให้พักที่เรือนซูกาโนค่ะ ครั้งแรกได้พักห้องใหญ่เลยค่ะ แต่ครั้งที่ สองขึ้นไปพร้อมกับคณะของ Land and House เขา ห้องใหญ่เลยต้องยกให้เสี่ย อนันต์เขาไป ก็เขารวยกว่านิค่ะ
    ครั้งแรกที่ดิฉันขึ้นไปนั้น มีอาซ้อคนหนึ่งขึ้นไปด้วย ทุกครั้งที่นั่งสมาธิเสร็จมีการสอบถามผลการนั่งสมาธิ ทุกครั้งที่หลวงพ่อท่านถามอาซ้อคนนี้ ว่าเห็นอะไรบ้าง ซ้อแกก็ร้องห่มร้องไห้ บอกเห็นผี เห็นยักษ์ เห็นเจ้าแบบจีนๆ บางครั้งก็เห็นญาติที่ตายไปแล้ว เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง เล่นเอาหลวงพ่อท่านงงเป็นไก่ตาแตกเลยค่ะ เห็นสีหน้าท่านชัดๆเลยค่ะว่าท่านไม่พอใจเอามากๆแต่ท่านพยายามปกปิด เพราะซ้อแกเล่นไม่เห็นสิ่งที่ท่านอยากให้เห็นเลยละค่ะ ตอนบ่ายวันสุดท้ายดิฉันแอบเห็นกับตา ท่านดุด่าเจ้าหน้าที่ของวัดอย่างยกใหญ่ ว่าเลือกยายบ้าคนนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ท่าทางของท่านดิฉันแทบไม่เชื่อ ดิฉันเคยคิดว่าท่านดูสุขุมเยึอกเย็น แต่ท่าทางท่านตอนนั้นดูมุทะลุขึ้โมโหมากเพราะท่านคงไม่ทราบว่าดิฉันแอบเห็น
    ครั้งที่สองที่ดิฉันขึ้นไป พร้อมกับคณะของ Land and House จากที่เคยได้นั่งข้างหน้าต้องถูกย้ายไปนั่งหลัง เพราะที่นั่งข้างหน้าเก็บไว้ให้เสี่ยอนันต์และคณะ วันสุดท้ายที่นั่งสมาธิสิค่ะสนุก ท่านขอให้ศิษย์เอกของท่านช่วย หลับตาดูสิว่าบุญของคุณอนันต์ที่สะสมมาไปถึงไหนแล้ว ศิษย์ของท่านหลับตาแล้วก็บอกว่าตอนนี้ผลบุญที่คุณ อนันต์ เป็นประธานสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ทำให้คุณ อนันต์ มีวิมานแก้วอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตรออยู่แล้ว เป็นวิมานแก้วที่สวยงามวิจิตรพิศดารมาก มีข้าทาสบริวารคอยรับใช้อยู่แล้วเป็นร้อยๆ ท่านเจ้าอาวาสก็ซักไซร้ต่อถึงความสวยงามของวิมาน ของคุณอนันต์ โอ๊ยเล่นเอาคุณอนันต์ปิติยิ้มแก้มปริเลยค่ะ
    อย่างนี้ไม่เรียกว่าอวดอุตริมนุษยธรรมแล้วจะเรียกว่าอะไรดีค่ะ หรือถ้าไม่เรียกว่าวัดนี้สอนให้คนโลภ ไม่สอนให้คนตัดกิเลสก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรแล้วละค่ะ
    ชักจะยาวแล้วนะคะวันนี้ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้จะมาขอเขียนเล่าต่อก็แล้วกัน

คำถามจากคุณ: โง่งมงาย 5 มีนาคม 2542 เวลา 0:05:41:


    คุณโง่งมงายเล่าเรื่องที่หลายๆคนอยากทราบได้ดีจริงๆครับ
    ผมเคยได้ยินเรื่องดังกล่าวมาบ้างเหมือนกัน ขอบคุณในความกรุณาครับ
คำตอบจากคุณ: ตามมาดู 5 มีนาคม 2542 เวลา 0:43:30
    ขอบคุณมากครับที่นำมาเล่า ความหลอกลวง คุณน่าจะส่งไปมติชนหรือเดลินิวส์นะครับจะได้อ่านกัน
    ทั่วๆหน่อย
คำตอบจากคุณ: ตื่นเต้น 5 มีนาคม 2542 เวลา 5:51:59
    ขอบคุณที่ให้วิทยาทาน ครับ
คำตอบจากคุณ: คนจริงใจ 5 มีนาคม 2542 เวลา 7:13:33
    ขอขอบคุณมากที่เอาข้อมูลมาบอกกล่าว น่าจะเปิดเผยให้ทางสื่อมวลชนรู้อีกแรงหนึ่ง
    ที่จริงคนที่เข้าวัด มักจะมีความรักและเคารพในศาสนาอยู่แล้วเป็นทุน
    การเข้าสมาธิแล้วเห็นอะไรต่อมิอะไรนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ เห็นแล้วจะแนะนำ ลูกศิษฐอย่างไรนั้น ขึ้นกับความรู้ ความสามารถของอาจารย์ ถ้าแก้ไขไม่เป็นก็ไม่ควรอวดอ้างว่าได้สำเร็จธรรมะชั้นสูงเลย
    ขอให้กำลังใจคุณ (ไม่)โง่งมงายครับ
คำตอบจากคุณ: เหนื่อยใจ 5 มีนาคม 2542 เวลา 10:03:23
    ขอขอบคุณ ทุกท่านที่เขียนข้อความส่งมาเป็นกำลังใจให้ดิฉัน ดิฉันจะเดินหน้าต่อไปในการนำเรื่องราวต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง เป็นการไถ่โทษที่ดิฉันเคยเดินหลงผิด
    หลายท่านที่เขียนมาเห็นว่าข้อมูลที่ดิฉันเขียนอาจมีประโยชน์ มากกว่านี้ถ้าส่งให้สื่อมวลชน ถ้าท่านใดเห็นสมควรเช่นนั้น กรุณาช่วยส่งต่อให้สื่อมวลชนด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง และจะช่วยให้วิทยาทานในการเขียนของดิฉันเป็นประโยชน์ต่อสังคม มากขึ้นด้วย ขอบคุณค่ะ
คำตอบจากคุณ: โง่งมงาย 5 มีนาคม 2542 เวลา 11:28:09
    อ๋อเพราะโดนไปนั่งข้างหลังนี่เองเลยโกรธ คงเป็นคนที่ทำบุญเอาหน้าแน่นอนไม่ได้เอาธรรมะนี่เอง
    การขึ้นดอยตัวเองก็เคยขึ้น แต่ไม่เคยทำบุญมากมายอย่างพวกคุณก็ยังได้ขึ้นเลย แสดงว่าที่คุณบอกว่าต้องพวกเศรษฐีจึงมีสิทธิได้ขึ้นก็ไม่เป็นความจริงซะแล้ว(โกหกนั้นตายตกนรกนะ) แถมได้พักบ้านซูกาโนและได้นอนห้องใหญ่ซะด้วย
    ส่วนโปรแกรมการนั่งเต็มเยียดตั้งแต่ตี 5 ถึง 3 ทุ่ม เหมือนที่คุณบอก แต่ตัวเองก็ตอบตามที่ตัวเองนั่งได้ไม่เห็นต้องตามที่คุณพูดเลย ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไรนี่ แถมพระอาจารย์ท่านยังแนะนำให้ทำใจให้นิ่งกว่านี้และให้กำลังใจที่จะนั่งต่อไปอีกไม่ต้องคิดหรือวิตกกังวลเรื่องงานเรื่องส่วนตัวให้ปล่อยวางชั่งขณะ
    นี่ถ้าไม่ได้ไปนั่งหรือรู้ด้วยตนเองคงจะเชื่อคุณเหมือนคนอื่นๆที่กำลังหลงติดเบ็ดที่คุณกำลังล่ออยู่ ไม่รู้คุณไปเพื่อนั่งจริงๆหรือเปล่า หรือสักแต่ได้ยินคนมาพูดต่อให้ฟัง ขอให้คุณทำใจให้สงบ ทบทวนให้ดีถึงดำพูดของคุณ เจ็บแค้นอะไรมาหรือช่วยบอกด้วย
คำตอบจากคุณ: !!!! 5 มีนาคม 2542 เวลา 13:50:27
    เวทนา พวกมาร คุณ โง่งมงาย อย่าไปฟังเสียงเห่าหอนรบกวนนะครับ อย่างนี้ต้องแฉให้หมด
คำตอบจากคุณ: เวทนา 5 มีนาคม 2542 เวลา 22:09:24
    คุณ !!!! เวลาตอบอย่ามีโทสะ สิครับอายเขา ถ้าคุณมีข้อมูลก็ชี้แจงโดยสุภาพครับ ไม่ต้อง
    กระแนะ กระแหน เพราะมันจะทำให้การชี้แจงของคุณไร้น้ำหนัก คุณลองกลับไปอ่าน
    ข้อความที่คุณเขียนกระทบกระเทียบ คุณโง่งมงาย กับข้อความ 2-3 บรรทัดสุดท้าของ
    คุณว่าเข้าเนื้อตัวเองหรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าใครพูดจริง พูดเท็จหรอกครับ แต่ท่าทีของคุณโง่
    งมงายดูนิ่งกว่ามาก ท่านอาจารญ์คงสอนมาดี
คำตอบจากคุณ: บูลย์ชัย 6 มีนาคม 2542 เวลา 18:43:53
    ที่พูดนั้นคือความจริงที่ได้ประสพมา ไม่ได้พูดด้วยอารมณ์ที่โกรธเลย อยากสนทนาเป็นการส่วนตัวกับคุณโง่งมงายหน่อยว่าคุณเจอแบบนั้นจริงๆหรือ ทำไมเราถึงไม่เจอแบบนั้นหละ และก็เป็นคนที่ชอบตามใจตนเองไม่ได้มีการทำบุญขนาอคุณซะด้วย และไม่ชอบโกหกใครหรือพูดเพื่อเอาใจใคร แค่มาบอกกล่าวเล่าความอีกด้านหนึ่งให้พวกคุณทราบเท่านั้น จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล เพียงแต่อยากให้เปิดใจรับฟังบ้าง ครั้นไม่มีใครเขียนมาคุณก็จะว่าไม่มีใครมาแก้ข่าว ครั้นเขียนพวกคุณก็ว่าโกหกไม่เชื่อ เลยไม่รู้จะเอาอย่างไร จึงประจักษ์นะวันนี้ว่าที่ทางวัดไม่อยากชี้แจงก็เพราะแบบนี้นี่เอง เราก็คงต้องรอทางมหาเถรสมาคมดีกว่า
    ถ้าคุณโง่งมงายมีหลักฐานจริงไม่กลัวความจริงก็น่าจะออกมาเลย เราก็จะช่วยถ้าเป็นเรื่องจริง สำหรับเรากล้าเสมอ ถ้าทุกฝ่ายทำตัวเป็นกลางได้
คำตอบจากคุณ: !!!! 8 มีนาคม 2542 เวลา 12:42:00

หากคุณรู้คำตอบ ของคำถามข้างบน ตอบได้ที่นี่ครับ

    ชื่อ หรือ email ของคุณ:
    คำตอบ หรือ ข้อคิดเห็น:


This page hosted by Hypermart, the world's fastest growing business community!