Make your own free website on Tripod.com

[คุณถามเราตอบ/ขยายความประเด็นที่น่าสนใจ]

นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา

-------ในระยะ ๒-๓ เดือนนี้ ประเด็นเรื่องนิพพานว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตาได้กลับมาเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง อีกครั้ง และบางท่านถึงกับสรุปว่า ความเห็นว่านิพพานเป็นอัตตานั้นผิดเพี้ยนจากหลักการของพระพุทธศาสนา จึงทำให้ อาตมภาพมีความจำเป็นต้องออกมาให้ข้อมูล เพื่อให้ชาวพุทธเกิดความเข้าใจและมีท่าทีที่ถูกต้องในเรื่องนี้
-------จากการศึกษาโดยส่วนตัว อาตมภาพมีความเชื่อว่า นิพพานเป็นอัตตา แต่บทความนี้ไม่มีความประสงค์ที่จะวิเคราะห์ ลงในรายละเอียดทางวิชาการเพื่อยืนยันว่านิพพานต้องเป็นอัตตาหรืออนัตตา แต่ต้องการชี้ให้เห็นในภาพกว้างๆ ว่า เรื่องซึ่ง อยู่พ้นเกินกว่าประสบการณ์ของปุถุชนคนสามัญจะไปถึง หรือเข้าใจได้ เช่น เรื่องนรกสวรรค์ กฎแห่งกรรม นิพพาน ที่ท่าน เรียกว่าเป็น เรื่องอภิปรัชญา หรือเรื่องที่เป็นอจินไตยนั้น หลาย ๆ เรื่อง เช่น เรื่องนิพพาน ในทางวิชาการสามารถตีความ ได้หลายนัย ลำพังการอาศัยหลักฐานทางคัมภีร์เท่าที่มีเหลืออยู่ และศึกษาคัมภีร์เพียงบางส่วนเท่านั้น แล้วมาสรุปลงไปว่า มีลักษณะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเด็ดขาด พร้อมกับปฏิเสธทัศนะอื่นโดยสิ้นเชิง ทั้งที่ยังมีประเด็นทางวิชาการที่ต้องศึกษา วิเคราะห์อย่างละเอียดรอบคอบอีกมาก อย่างที่ทำอยู่นั้น เป็นสิ่งที่พระเถระทั้งหลายในอดีตของเราไม่ทำกัน เป็นการสรุปเกิน เป็นผลเสียต่อพระพุทธศาสนาและอาจนำมาซึ่งความแตกแยก สิ่งที่ชาวพุทธควรปฏิบัติ คือ การตั้งใจปฏิบัติธรรม เจริญมรรค มีองค์ ๘ ตั้งใจรักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา จนเกิดปัญญา ความรู้แจ้งด้วยตัวของตัวเองแล้วเมื่อนั้น เราย่อมเข้าใจประจักษ์ ชัดด้วยตัวของเราเองว่า นิพพานเป็นอย่างไร โดยไม่ต้องถกเถียงกันเลย

แหล่งอ้างอิงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
-------คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รับการรวบรวมไว้ในคัมภีร์ชั้นพระไตรปิฎก ซึ่งพระไตรปิฎกบาลีของ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทของเราเป็นพระไตรปิฎกที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถรวบรวมรักษาคำสอนของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าไว้ได้มากที่สุด เป็นแหล่งอ้างอิงของคำสอนในพระพุทธศาสนายุคดั้งเดิมที่สำคัญที่สุด
-------แต่นอกจากพระไตรปิฎกบาลีแล้ว ยังมีคำสอนยุคดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในคัมภีร์อื่นอีกหลายแหล่ง เช่น พระไตรปิฎกจีน พระไตรปิฎกธิเบต คัมภีร์สันสกฤต และคัมภีร์ในภาษาอื่นๆ
-------พระไตรปิฎกจีน เนื้อหาส่วนใหญ่ในพระไตรปิฎกจีนเป็นคัมภีร์มหายาน ซึ่งทุกคนรู้ว่าเป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในชั้นหลัง ไม่ใช่พุทธพจน์โดยตรง แต่ในพระไตรปิฎกจีนนี้ มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นคำสอนของหินยาน มีความยาวประมาณ ๒ ล้าน ๓ แสนตัวอักษร ครอบคลุมเนื้อหาพระวินัยและพระสูตร ๔ นิกายแรกโดยส่วนใหญ่และขุททกนิกายบางส่วน เนื้อหาโดยส่วนใหญ่ คล้ายกับพระไตรปิฎกบาลี แต่แตกต่างในรายละเอียด ในทางวิชาการแล้วเนื้อหาพระไตรปิฎกจีนส่วนนี้มีความเก่าแก่ ทัดเทียมกับพระไตรปิฎกบาลี
-------พระไตรปิฎกธิเบต เนื้อหาเป็นคัมภีร์มหายานและวัชรยานเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีเนื้อหาที่ยกเอาคัมภีร์หินยานขึ้นมา อ้างอิงกล่าวถึงเป็นตอนๆ ซึ่งในการศึกษาคำสอนยุคดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา เนื้อหาส่วนนี้ก็มีความสำคัญ จะต้องคัดแยก ออกมาศึกษาเปรียบเทียบกับคำสอนในแหล่งอื่น เพื่อให้ได้ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนที่สุด ใกล้เคียงคำสอนดั้งเดิมมากที่สุด
-------คัมภีร์สันสกฤต มีคำสอนในชั้นพระไตรปิฎกเหลืออยู่เพียงบางคัมภีร์ ไม่ครบทั้งชุด แต่ก็มีความเก่าแก่สำคัญ ที่จะต้องศึกษาอย่างละเอียดเช่นกัน
-------คัมภีร์ในภาษาอื่นๆ เช่น คัมภีร์ในภาษาคันธารี ภาษาเนปาลโบราณ ภาษาถิ่นโบราณของอินเดีย เอเชียกลาง และที่อื่นๆ คัมภีร์เหล่านี้ก็มีคุณค่าทางวิชาการสูงมากเช่นกัน บางคัมภีร์ เช่น คัมภีร์ธรรมบทในภาษาคันธารี ถึงขนาดได้รับ การยอมรับในหมู่นักวิชาการพระพุทธศาสนาว่า เป็นคัมภีร์ธรรมบทที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
-------การจะศึกษาให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนายุคดั้งเดิมจริงๆ นั้น จึงมีความจำเป็นจะต้องศึกษาให้เข้าใจคัมภีร์ ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมด นำเนื้อหาคัมภีร์ที่คล้ายกันมาเปรียบเทียบกัน วิเคราะห์ด้วยหลักทางวิชาการทั้งด้านภาษาศาสตร์ และอื่น ๆ จึงจะได้ความเข้าใจที่รอบด้านสมบูรณ์
-------นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจสภาพสังคมอินเดียในครั้งพุทธกาลว่า ผู้คนมีความคิดความอ่าน ความเชื่ออย่างไร นักวิชาการทางพระพุทธศาสนาจึงต้องศึกษาให้เข้าใจคำสอนของพระเวท อุปนิษัท เชน และลัทธิความเชื่อ อื่นๆ ของอินเดียที่มีอิทธิพลในยุคนั้นๆ รวมทั้งศึกษาประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การแตก นิกาย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ และระหว่างพุทธกับลัทธิศาสนาอื่น การศึกษาให้เข้าใจภูมิหลัง ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความเชื่อในยุคนั้นๆ นี้เอง จะทำให้เราตีความเข้าใจความหมายของคำสอนใน พระพุทธศาสนาของเราเองได้ถูกต้องลึกซึ้งชัดเจนขึ้น
-------มีผู้เปรียบเทียบไว้ว่า พระพุทธศาสนาเปรียบเหมือน ดอกไม้อันงดงามที่บานสะพรั่งขึ้นอย่างโดดเด่นในสวนแห่งหนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนอินเดียในยุคนั้น หากเรามองดูแต่ดอกไม้ดอกนั้นเท่านั้น โดยไม่เห็นถึงสภาพสวนทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร ก็เป็นการมองที่คับแคบและอาจเข้าใจหลายอย่างผิดไปได้
-------หากจะยกตัวอย่างทางโลกมาประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้นแล้ว เหมือนกับว่า หากในอนาคตมีผู้มาอ่านบทกวีของ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ในตอนที่ว่า

"ฉันคือกรวดเม็ดร้าว
แหลกแล้วด้วยความเศร้าหมองหม่น
ปรารถนาจะเป็นธุลีทุรน
ดีกว่าทนกลั้นใจอยู่ใต้น้ำ"

(จากหนังสือ "ใบไม้ที่หายไป")

แล้วไม่รู้ถึงภูมิหลังของสังคมไทยในยุคนั้น ไม่รู้ประวัติชีวิตของคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ไม่รู้เบื้องหลังความคิดของคำกวีที่ เกิดขึ้นนี้ ความรู้สึก ความเข้าใจในความหมายของบทกวีเพียงตัวหนังสือของบุคคลผู้นั้นก็คงตื้นเขินยิ่งนัก
-------การศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจเพื่อการปฏิบัติและการสั่งสอนประชาชนให้เป็นคนดี การศึกษาพระไตรปิฎกบาลี สามารถให้ความรู้กับเราได้ แต่การจะล่วงเลยไปถึงขนาดกล้าระบุว่า ทัศนะทางอภิปรัชญาใดใช่หรือไม่ใช่คำสอนของ พระพุทธศาสนายุคดั้งเดิม พร้อมทั้งปฏิเสธทัศนะอื่นโดยเด็ดขาดนั้น ลำพังการศึกษาพระไตรปิฎกบาลีอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้นั้นจะต้องศึกษาแหล่งอ้างอิงคำสอนพระพุทธศาสนายุคดั้งเดิมทุกแหล่งให้เจนจบ และเข้าใจสภาพภูมิหลังของสังคม อินเดียในครั้งพุทธกาลอย่างลึกซึ้งก่อน

คำสอน ๒ ระดับในพระพุทธศาสนา
-------คำสอนในพระพุทธศาสนา เราอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
-------๑. คำสอนที่เป็นไปเพื่อการปฏิบัติ เช่น มรรคมีองค์ ๘ ไตรสิกขา สังคหวัตถุ ๔ ทิศ ๖ บุญกิริยาวัตถุ ๓ อิทธิบาท ๔ เป็นต้น
-------๒. คำสอนทางด้านอภิปรัชญา คือ สิ่งที่พ้นเกินกว่าประสบการณ์ของปุถุชนคนธรรมดาจะสัมผัสรู้เห็นได้โดยตรง เช่น เรื่อง นรกสวรรค์ กฎแห่งกรรม นิพพาน จักรวาลวิทยา โครงสร้างของโลก เป็นต้น
-------เรื่องทางด้านอภิปรัชญาบางเรื่อง เช่น โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่ ตถาคตเมื่อนิพพานแล้วยังดำรงอยู่หรือไม่ เมื่อมีผู้ถาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จะไม่ทรงพยากรณ์ คือไม่ตอบ เพราะถ้าผู้ฟังยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมจนมีภูมิธรรมถึงขีดคั่นแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าใจตามได้อย่างแท้จริง ถ้าตอบไปแล้วหากเขาไม่เชื่อก็ยิ่งเสียหายไปใหญ่ ไม่เกิดประโยชน์
-------ทั้งนี้เพราะบุคคลทั่วไป จะทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ โดยนำไปเปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิมของตน หากเป็นสิ่งที่ตน ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน หลุดไปอีกมิติหนึ่งก็ยากยิ่งนักที่จะทำความเข้าใจได้ เหมือนการพรรณนาสีสันความสวยงาม ของดอกไม้ให้คนตาบอดแต่กำเนิดฟัง เขาย่อมยากจะเข้าใจได้ ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อกล่าวถึงนิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงยืนยันว่าอายตนะนั้นมีอยู่ แต่ทรงอธิบายด้วยการปฏิเสธว่า ไม่ใช่สิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะนิพพานอยู่เหนือเกินกว่า ประสบการณ์ของมนุษย์ปุถุชนจะเข้าใจได้
-------เพราะเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสอธิบายเรื่องทางอภิปรัชญาไว้อย่างละเอียด เพียงแต่บอกเป็นนัยให้ทราบ เท่านั้น ความเห็นความเข้าใจในเรื่องทางอภิปรัชญานี้จึงมีความหลากหลายมาก สรุปยุติลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยาก ถ้าใครยืนกรานความเห็นใดความเห็นหนึ่งว่าถูกต้องเด็ดขาด และปฏิเสธความเห็นอื่นทั้งหมดว่าผิด เป็นสัทธรรมปฏิรูป ทำลายพระพุทธศาสนา ต้องขจัดให้หมดไป พระพุทธศาสนาคงจะเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งและความแตกแยก ระส่ำระสาย อย่าว่าแต่เรื่องของนิพพานเลย แม้เพียงแค่เรื่องนรกสวรรค์ ก็มีบางท่านคิดว่าเป็นเรื่องสวรรค์ในอกนรกในใจ คือทำดีก็เย็นใจเหมือนขึ้นสวรรค์ ทำบาปก็ร้อนใจเหมือนตกนรก ไม่เชื่อว่ามีนรกสวรรค์ที่เป็นภพภูมิสถานที่หนึ่งจริง บางท่านก็เชื่อว่ามีสวรรค์นรกที่เป็นภพภูมิสถานที่มีวิมานเทวดานางฟ้าบนสวรรค์ มีกะทะทองแดง ไฟนรก สัตว์นรก อยู่ในนรกจริง โดยอ้างถึงพระไตรปิฎกและอรรถกถาว่า มีกล่าวถึงนรกสวรรค์ที่เป็นภพภูมินี้มากมายชัดเจนยิ่งกว่าเรื่อง นิพพานเยอะ และถ้าคนกลุ่มนี้ปฏิเสธคนกลุ่มแรกที่ไม่เชื่อว่านรกสวรรค์ที่เป็นภพภูมิมีจริง หาว่าเพี้ยน นอกลู่นอกทาง พระพุทธศาสนา ต้องขจัดให้หมดไป เท่านี้ก็คงเพียงพอที่จะทำให้เกิดการแตกแยกในพระพุทธศาสนา
-------จริง ๆ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ในประเทศไทยไม่ใคร่มีการถกเถียงกัน แต่ในต่างประเทศก็มีการถกกันมาก เช่น เรื่องการ อุทิศส่วนกุศล ว่าขัดกับหลักกฎแห่งกรรม ใครทำใครได้หรือไม่อยู่ๆ จะมายกบุญให้แก่กันได้อย่างไร ก็มีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ถกกันมากมาย และก็หาข้อยุติที่ทุกคนยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม หากมีใคร ยืนกรานความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ปฏิเสธความเห็นอื่นโดยสิ้นเชิง ล้วนนำมาซึ่งความแตกแยกทั้งสิ้น และเป็นโทษต่อ พระพุทธศาสนามากกว่าเป็นคุณ
-------เมื่อเป็นเช่นนั้น ถามว่า เราจะปล่อยให้ใครสอนอย่างไรก็ได้ตามใจชอบหรือ คำตอบก็คือ ไม่ใช่ หลักสำคัญมีอยู่ว่า ตราบใดที่ยังสอนให้ทำความดีตามหลักคำสอนที่เป็นไปเพื่อการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เช่น เจริญมรรคมีองค์ ๘ ไตรสิกขา ทิศ ๖ บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๓ เลิก ลด ละ อบายมุข เป็นต้น แม้ความเห็นในเรื่องอภิปรัชญาจะอ้างอิงบทคัมภีร์คนละจุด ตีความและมีความเห็นต่างกันบ้าง เราก็ยอมรับซึ่งกันและกัน และร่วมแรงร่วมใจทำงานยกระดับศีลธรรมของผู้คนในสังคม ช่วยกันได้ นี่คือ ความเป็นประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา และเป็นท่าทีอันชาญฉลาดของปู่ย่าตายายบรรพบุรุษไทย ที่รักษาพระพุทธศาสนามาให้เราถึงปัจจุบัน ทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีความเป็นเอกภาพ สามัคคี เป็นปึกแผ่น ยิ่งกว่าประเทศใดๆ เป็นสิ่งที่เราชาวไทยควรภาคภูมิใจ
-------หากเปรียบไปแล้ว เราทุกคนเปรียบเสมือนนักเดินทางไกลในวัฏสงสาร แม้ในระหว่างเดินทางอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน ว่า เป้าหมายปลายทางน่าจะเป็นอย่างไร เราก็สามารถเดินบนเส้นทางเดียวกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ และหากเราเดินอยู่บน เส้นทางที่ถูกต้อง คือ หนทางแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ โดยไม่เลิกละกลางคันแล้วละก็ ในที่สุดเราก็ย่อมจะบรรลุเป้าหมาย ปลายทางนั้น และรู้แจ้งกระจ่างชัดด้วยตัวของเราเองว่าปลายทางเป็นอย่างไร และทุกคนก็จะเข้าใจตรงกัน โดยไม่ต้อง ทะเลาะกันเลย ถ้าระหว่างเดินทางมามัวถกเถียงกันว่าเป้าหมายปลายทางตามที่ว่าในลายแทงนั้นเป็นอย่างไร แล้วเลย ทะเลาะแตกแยก เสียเวลาเดินทาง หรือแยกทางกันเดิน เป็นสิ่งไม่ให้ประโยชน์ ยิ่งถ้าใครไม่ยอมเดิน หรือเดินถอยหลัง เช่น ไม่ยอมรักษาศีล ไม่เจริญสมาธิภาวนา แล้วมาถกเถียงกันเรื่องนิพพานว่าเป็นอย่างไรก็คงเสียประโยชน์เปล่า ไม่มีวันเข้าถึง นิพพานนั้นได้เลย
-------ขอให้ตั้งสติพิจารณาพุทธพจน์ต่อไปนี้

-------"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่หมั่นเจริญภาวนา แม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอจิตของเราพึง หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นก็จริง แต่จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้เลย ข้อนั้นเพราะ เหตุไรจะพึงกล่าวได้ว่า เพราะไม่ได้เจริญ เพราะไม่ได้เจริญอะไร เพราะไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เปรียบเหมือนแม่ไก่มีไข่อยู่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ไข่เหล่านั้น แม่ไก่กกไม่ดี ให้ความอบอุ่นไม่พอ ฟักไม่ได้ แม่ไก่นั้น แม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอให้ลูก ของเราพึงใช้ปลายเล็บเท้า หรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดี ก็จริง แต่ลูกไก่เหล่านั้นไม่สามารถที่จะใช้ ปลายเล็บเท้า หรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะแม่ไก่กกไม่ดี ให้ความ อบอุ่นไม่พอ ฟักไม่ดี ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนา แม้จะไม่พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นก็จริง แต่จิตของภิกษุนั้น ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ข้อนั้น เพราะเหตุไร พึงกล่าวได้ว่า เพราะเจริญ เพราะเจริญอะไร เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เปรียบเหมือนแม่ไก่มีไข่อยู่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ไข่เหล่านั้นแม่ไก่กกดี ให้ความอบอุ่นเพียงพอ ฟักดี แม้แม่ไก่นั้น จะไม่พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอให้ลูกของเราพึงใช้ปลายเล็บเท้าหรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดย สวัสดี ก็จริง แต่ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถใช้เท้าหรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไข่เหล่านั้นแม่ไก่กกดี ให้ความอบอุ่นเพียงพอ ฟักดี ฉะนั้น"
(อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต เล่ม ๒๓ ข้อ ๖๘ หน้า ๑๒๖–๑๒๗)

นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา
-------เรื่องอัตตาและอนัตตานี้เป็นเรื่องหนึ่งที่มีการถกเถียงกันมาก ตั้งแต่ยุคโบราณหลังพุทธกาลเป็นต้นมา และมีมาตลอด ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา แม้ในยุคปัจจุบัน ก็มีนักวิชาการพระพุทธศาสนาทั้งในดินแดนตะวันตก เช่น ยุโรป อเมริกา และทางตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ถกเถียงกันมาก ประเด็นที่ถกเถียงกันก็มีหลากหลาย เช่น
-------๑. อัตตา ตัวตนที่แท้จริง มีหรือไม่ในคำสอนของพระพุทธศาสนา มีทั้งผู้ที่คิดว่า มีอัตตาตัวตนที่แท้จริงอยู่ และมีทั้ง ผู้ที่คิดว่าไม่มี และดูเหมือนว่าผู้ที่มีความเห็นว่ามีอัตตานั้นจะมีจำนวนมากกว่า ปราชญ์ใหญ่ทางพระพุทธศาสนาในดินแดน ตะวันตกที่มีชื่อเสียงก้องโลกจำนวนมาก ก็มีความเห็นว่ามีอัตตาที่แท้จริงอยู่ในคำสอนทางพระพุทธศาสนา เช่น Mrs. Rhys Davids นายกสมาคมบาลีปกรณ์ แห่งประเทศอังกฤษ ปี พ.ศ. ๒๔๖๕–๒๔๘๕ [Steven Collins, Selfless Person; Imagery and thought in Theravada Buddhism, (Cambridge; University Press,1997), p.7] , Miss I.B.Horner นายกสมาคมบาลีปกรณ์ แห่งประเทศอังกฤษ ปีพ.ศ.๒๕๐๒–๒๕๒๔ [Peter Harvey, The selfless Mind, (Curzon Press, 1995), p.17.] ทั้ง ๒ ท่านนี้ล้วนเป็นผู้อุทิศตนเพื่องานพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เป็นผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนา ที่หาตัวจับยาก มีบทบาทสำคัญในการตรวจชำระจัดสร้างพระไตรปิฎกและอรรถกถาฉบับอักษรโรมัน ของสมาคมบาลีปกรณ์ แห่งประเทศอังกฤษ(Pali Text Society) ซึ่งเป็นพระไตรปิฎกบาลีฉบับสากล เป็นที่อ้างอิงของนักวิชาการพระพุทธศาสนา ทั่วโลกในปัจจุบัน Christmas Humphrey [Christmas Humphreys, Buddhism, (Penguin Books, 1949, p.88.], Edward Conze [Edward Conze, Buddhist Thought in India, (George Allen and Unwin,1962), p.39.] และอีกหลาย ๆ ท่าน ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่มีผลงานมากมายเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกเหล่านี้ มีความเห็นที่ตรงกันในเรื่องอัตตานี้ ๒ ประเด็น ใหญ่ ๆ คือ
-------ก) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า อัตตาที่แท้จริงไม่มี และไม่เคยตรัสปฏิเสธว่าไม่มีอัตตาใด ๆ ทั้งสิ้นในสัจจะทุกระดับ
-------ข) เขาเหล่านี้เชื่อตรงกันว่า ในคำสอนของพระพุทธศาสนายุคดั้งเดิม บ่งบอกนัยว่า มีอัตตาที่แท้จริงซึ่งอยู่ในภาวะที่สูง กว่าขันธ์ ๕ หรือสังขตธรรม เหตุที่พระพุทธองค์ไม่ตรัสตรงๆ ว่ามีอัตตาที่แท้จริงอยู่ เพราะผู้ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมอาจ เข้าใจผิดว่าเป็นอัตตาแบบเดียวกับที่ศาสนาพราหมณ์สอน
-------มีการอ้างอิงหลักฐานในคัมภีร์ทั้งบาลี สันสกฤต จีน ธิเบต และในภาษาอื่น ๆ มากมาย อันนำมาสู่ข้อสรุปความเห็นนี้ แต่ก็มีนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วย ยืนยันว่า ไม่มีอัตตาในพระพุทธศาสนา เช่นกัน ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตน
-------๒. ความหมายที่ถูกต้องของ คำว่า "อัตตา" และ "อนัตตา" คืออะไร นักวิชาการบางส่วน เมื่อพบศัพท์ธรรมะ คำหนึ่ง ก็มีแนวโน้มที่จะเข้าใจว่ามีความหมายเดียวกันโดยตลอด ทำให้ตีความเข้าใจพระไตรปิฎกคลาดเคลื่อนมาก เพราะ ในการแสดงธรรมแต่ละครั้ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสสอนให้ตรงกับจริตอัธยาศัยและภูมิธรรมของบุคคลผู้ฟัง ความหมาย ของศัพท์ธรรมในแต่ละแห่งที่พบในพระไตรปิฎก จึงมีนัยที่ลึกซึ้งต่างกัน เหมือนดังที่พระเถระในอดีตกล่าวไว้ว่า "บาลีมีนัยเป็นร้อย"
-------ในกรณีของศัพท์ว่า "อัตตา" และ "อนัตตา"นี้ ก็เช่นกัน คำว่า "อัตตา" บางท่านก็ตีความว่าเป็นตัวตนแบบที่ศาสนา พราหมณ์เขาสอนกันว่า มี อาตมัน อยู่ภายในคนแต่ละคน ซึ่งเมื่อถึงที่สุดแล้วต้องไปรวมกับ ปรมาตมัน หรือ อาตมันใหญ่ ก็เลยเกรงว่า ถ้าพุทธยอมรับว่ามีอัตตา จะกลายเป็นยอมรับศาสนาพราหมณ์ไป ซึ่งจริงๆ เป็นคนละเรื่อง อัตตามีนัยมากมาย ทั้งอัตตาโดยสมมุติ เช่น ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา ของของเรา ครอบครัวของเรา เป็นต้น และอัตตาในระดับที่สูงขึ้น เช่น ความรู้สึกในเรื่องอัตตาของเทวดา ของพรหม ก็ย่อมต่างกัน หรืออัตตาในระดับที่สูงกว่านั้น เป็นอัตตาที่แท้จริง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ชนทั้งหลายยึดเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง ในพุทธพจน์ที่ว่า

"อตฺตทีปา วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา
ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา"
แปลว่า "เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ จงมีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง
จงมีธรรมเป็นเกาะ จงมีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"
(ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๑๐ ข้อ ๙๓ หน้า ๑๑๙)

-------อัตตาในที่นี้ก็ย่อมมีความหมายที่แตกต่างจากอัตตาในระดับสมมุติ และอัตตาของศาสนาพราหมณ์ ในการศึกษา พระไตรปิฎก จึงต้องวินิจฉัยแยกแยะทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของศัพท์ธรรมะที่พบในแต่ละที่ให้ดี
-------ความหมายของคำว่า "อนัตตา" ก็เช่นกัน มีทั้งผู้ที่มีความเห็นว่า อนัตตา แปลว่า ไม่มีอัตตา และมีทั้งผู้ที่มีความเห็นว่า อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่อัตตา เหมือนคำว่า อมนุษย์ แปลว่า ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีมนุษย์ เป็นมุมมองที่ต่างกัน ในการพิจารณารูปคำสมาส และเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวตน ก็มีนัยให้รู้ว่า มีตัวตนที่แท้จริง ซึ่งอยู่สูงกว่าขันธ์ ๕ อยู่ ทรงสอนให้ยึดอัตตานั้นเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ และจะเข้าถึงอัตตาที่แท้จริงนั้นได้ด้วยการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ คือ การตามเห็นกายในกาย การตามเห็นเวทนาในเวทนา การตามเห็นจิตในจิต และการตามเห็นธรรมในธรรม ประเด็นนี้ก็มีการถกเถียงกันมากมาย
-------๓. คำว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ซึ่งเป็นคำที่มีการอ้างอิงกันมากนี้ คำว่า สพฺเพ ธมฺมา คือ ธรรมทั้งปวง กินความกว้างเพียงใด เพราะมีทั้งคัมภีร์ชั้นอรรถกถาที่บอกว่า ธรรมทั้งปวงในที่นี้รวมเอาพระนิพพานด้วย (อรรถกถา ขุททกนิกาย จูฬนิเทส ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย หน้า ๘.; อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิเทส ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย หน้า ๒๑๙) และมีทั้งคัมภีร์อรรถกถาที่บอกว่า ธรรมทั้งปวงที่ว่าเป็นอนัตตานั้นหมายเอาเฉพาะ ขันธ์ ๕ ไม่ได้ครอบคลุมถึงพระนิพพาน (อรรถกถาธรรมบท ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ภาค ๗ หน้า ๖๒) และนิพพานนี้ เป็นสิ่งอยู่พ้นจากกฎของไตรลักษณ์แน่นอน เพราะมีพุทธพจน์ยืนยันว่า นิพพานนั้นเป็นนิจจัง คือ เที่ยงแท้ ยั่งยืน และเป็น บรมสุข

ยสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย นตฺถิ ตสฺส ยญฺญทตฺถุ ปญฺญายติ
นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ อสํหิรํ อสํกุปปํฯ

แปลว่า ความเกิดขึ้นแห่งนิพพานใดย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งนิพพานนั้นมิได้มี ย่อมปรากฏอยู่โดยแท้ นิพพานเป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มิได้มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ ไม่กำเริบ
(ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๓๐ ข้อ ๖๕๙ หน้า ๓๑๕)

นิพพานํ ปรมํ สุขํ ฯ
แปลว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
(ขุททกนิกาย ธรรมบท เล่ม ๒๕ ข้อ ๒๕ หน้า ๔๒)

และมีพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า
ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา …
แปลว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
(สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๑๗ ข้อ ๙๑ หน้า ๕๖)

-------จึงน่าคิดว่า ถ้ามองในเชิงกลับกัน ในเมื่อนิพพานเที่ยง และเป็นสุข เราก็จะสรุปได้ว่า สิ่งใดเที่ยง สิ่งนั้นเป็นสุข สิ่งใดเป็นสุข สิ่งนั้นก็น่าจะเป็นอัตตา

สังขตธรรม
เช่น ขันธ์ ๕ (อยู่ในกฎไตรลักษณ์)

อสังขตธรรม
เช่น นิพพาน (อยู่พ้นกฎไตรลักษณ์)

ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา

เที่ยง
เป็นสุข
(อัตตา ?)


-------ในการถกเถียงกันนั้น มีการอ้างอิงหลักฐานคัมภีร์ชั้นพระไตรปิฎกในภาษาต่าง ๆ กันมากมาย และมีการวิเคราะห์วิจัย ถึงความสอดคล้องโดยองค์รวมกับคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งหมด มีการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่ติดตามมากับข้อสรุปใน แต่ละด้าน เช่น ถ้าไม่มีอัตตาที่แท้จริงอยู่เลย แล้วจะอธิบายในเรื่องกฎแห่งกรรมได้อย่างไรว่า ผลบุญ ผลบาปที่กระทำไว้ จะส่งผลไปในภพชาติต่อไปได้อย่างไร อะไรเป็นตัวนำไป ก็มีผู้ตั้งทฤษฎีให้ความเห็นกันมากมาย แต่ก็ไม่มีความเห็นใดได้รับ การยอมรับทั้งหมด ล้วนมีผู้ถกเถียงหักล้างกันไปมาทั้งสิ้น
-------การจะสรุปว่าความเห็นใดในเรื่องอภิปรัชญานี้เป็นความเห็นที่ถูกต้องจริงแท้แน่นอนของพระพุทธศาสนา โดยปฏิเสธ ความเห็นอื่นอย่างสิ้นเชิง ว่าเป็นความเห็นนอกพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องใหญ่มาก จะต้องศึกษาแหล่งอ้างอิงทาง พระพุทธศาสนายุคดั้งเดิมทุกแหล่งเท่าที่มีอยู่ ไม่เฉพาะคัมภีร์บาลีเท่านั้น และต้องศึกษาการถกเถียงเรื่องนี้ในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สองพันกว่าปีก่อน ซึ่งมีการเขียนเป็นคัมภีร์ในภาษาต่าง ๆ มากมายว่า แต่ละฝ่ายมีเหตุผลอย่างไร รวมทั้งต้องศึกษา ผลงานวิจัยในเรื่องนี้ของปราชญ์ทั้งหลายในยุคปัจจุบัน ในประเทศต่างๆ ต้องสามารถหักล้างเหตุผลของความเห็นที่แย้งกับ ความเห็นตนลงให้ได้ทั้งหมด จนเป็นที่ยอมรับ ไม่มีหลักฐานเหตุผลแย้งที่เป็นอรรถ เป็นธรรมใดๆ เหลืออยู่เลย จึงจะสรุปได้ และเป็นที่ยอมรับ มิฉะนั้นข้อสรุปของตนก็จะเป็นเพียงความเห็นอันหนึ่งในเรื่องนั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่ข้อสรุปโดยเด็ดขาดว่า พระพุทธศาสนาต้องสอนอย่างนี้เท่านั้น
-------จากการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา สิ่งที่อาจสรุปได้ประการหนึ่งก็คือ เราไม่สามารถอาศัยหลักฐานทางคัมภีร์ เท่าที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบัน มาสรุปยืนยันความถูกต้องของความเห็นในเรื่องนิพพานว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตา โดยไม่มีประเด็น ให้ผู้อื่นโต้แย้งคัดค้านได้
-------หากประเด็นเรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตานี้ เป็นที่สนใจของชาวพุทธไทยมาก ก็น่าสนใจว่า เราน่าจะลองจัดสัมมนา ทางวิชาการพระพุทธศาสนานานาชาติ เชิญปราชญ์ใหญ่ผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนายุคดั้งเดิมจากทั่วโลกมาแสดง ความเห็น วิเคราะห์วิจัยเรื่องนี้กันเป็นการใหญ่ในประเทศไทยดูสักครั้ง

ท่าทีที่ถูกต้องของชาวพุทธ
-------ในขณะที่ประเด็นปัญหาว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ในทางวิชาการ ยังไม่อาจสรุปลงได้นั้น สิ่งที่ชาวพุทธพึงทราบ ก็คือ อายตนนิพพานนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า มีอยู่จริง และทรงอธิบายด้วยการปฏิเสธว่าไม่ใช่สิ่งนั้น ไม่ใช่สิ่งนี้ เพราะอายตนนิพพานเป็นสิ่งที่เกินกว่าวิสัยและประสบการณ์ในโลกของปุถุชนใด ๆ จะสามารถเข้าใจได้ ดังความใน พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๑๕๘ ปฐมนิพพานสูตร ความว่า
-------"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่าเป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัย มิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้ นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์"
-------ดังนั้นสิ่งที่เราชาวพุทธพึงเชื่อมั่นก็คือ อายตนนิพพานนั้นมีอยู่ และเป็นที่สุดแห่งทุกข์ เป็นเป้าหมายสูงสุดในการสร้าง ความดีของชาวพุทธทั้งหลาย และเมื่อทราบดังนั้นแล้วก็ขอให้ขวนขวายทำความดีด้วยการเจริญมรรคมีองค์แปด ปฏิบัติตาม หลัก ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเราปฏิบัติจนสามารถเข้าถึงอายตนนิพพานนั้นได้แล้ว เราย่อมตระหนักชัดด้วยตัวของเราเองว่า นิพพานนั้นเป็นอัตตา หรืออนัตตา ดีกว่าการมานั่งถกเถียงกันโดยไม่ลงมือปฏิบัติ

พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ
วัดพระธรรมกาย
แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยโตเกียว
Doctor Candidate (Buddhist Studies) Dip. in Chinese ; Dip. in Japanese