Make your own free website on Tripod.com
ลัทธิธรรมกาย
                                                          โดย บุญสม  ขอหิรัญ


HOME
หัวข้อเรื่อง
 ๑.   องค์พระธรรมกายที่ประดิษฐ์ขึ้นมาไม่เหมือนพระพุทธรูป  ๔.  ขบวนการบอกบุญหรือหารายได้เข้าสำนัก ที่มุ่งเบียดเบียน
๒.  สำนักธรรมกาย  มีรูปแบบการประกอบพิธีกรรมที่แตกต่างไปจากวัดอื่น  ๆ  ๕. การโฆษณาชวนเชื่อ ขายวัตถุมงคล อวดอ้าง อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์  หลอกให้คนลุ่มหลงมัวเมา งมงาย ไร้สติ
 ๓.  คำสอนหรืออุดมการณ์ที่แตกต่าง ผิดเพี้ยนไปจากหลักคำสอนที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา  ๖.  ลัทธิธรรมกาย เป็นลัทธิที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ งกเงิน ไม่เอาใคร

  คำว่า "ธรรมกาย"   หลายท่านคงจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ่อยครั้ง โดยเฉพาะตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนต่าง ๆ ที่ลงโฆษณาการจัดกิจกรรมของทางสำนักนี้   ทั้งที่เมืองไทยและอเมริกา ที่ผมไม่ใช้คำว่า "วัดพระธรรมกาย" กับสำนักนี้  เพราะได้พิจารณาเห็นความแตกต่าง ความไม่ชอบมาพากลของการจัดกิจกรรม     การดำเนินงานต่าง ๆ ที่ไม่น่าจะถือได้ว่าเป็นวัดหนึ่งในพระพุทธศาสนา   ตลอดระยะเวลา๒๐ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยยังไม่ก่อตั้งเป็นวัด เป็นเพียงแต่ใช้ชื่อว่า "ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม คลองสามปทุมธานี"      ในขณะนั้นผมเป็นนักศึกษาปีที่ ๓ ของวิทยาลัยพาณิชยการธนบุรี   เป็นประธานชมรมพุทธศาสนสัมพันธ ์   ได้รับหนังสือเชิญชวนให้ส่งนักศึกษาเข้าอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อนจากชมรมพุทธศาสน์ ฯ
จุฬา ราม และเทคโนพระจอมเกล้า ฯ  จะถือได้ว่าเป็นการอบรมธรรมทายาทรุ่นแรกก็ได้  เมื่อผมได้นำเข้าที่ประชุมกรรมการชมรม และขอความเห็นไปยังอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ปรากฏว่า ไม่ได้รับความเห็นชอบ ก็เลยไม่ได้ส่งไป  ตอนแรกก็เสียใจเหมือนกัน ต่อมาภายหลังโดยเฉพาะวันนี้ วินาทีนี้ ผมว่ากุศลผลบุญของผมยังมีอยู่ เลยไม่ได้ไปเข้าสังคมที่มีแต่ความลุ่มหลงมัวเมาแอบแฝง เอาหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ภาษีเจริญมาบังหน้า เอาพระพุทธศาสนามาอ้างอิง เพื่อประโยชน์พวกพ้องของตนเอง  นี่ไม่ใช่การด่าว่า โจมตีอย่าง
เลื่อนลอย โกรธแค้น หรือมีอคติเป็นการส่วนตัว  แต่เป็นเรื่องจริงที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน แม้จะดึงพวกที่ลุ่มหลงออกมาไม่ได้    แต่สามารถกันไม่ให้คนอีกหลายล้านคนที่เมืองไทย    หรือหลายแสนคนในอเมริกาได้เข้าไปเป็น " เหยื่อรายต่อไป " ผมก็พอใจแล้วครับ
 รูปแบบของ "สำนักธรรมกาย" แตกต่างจากวัดในพระพุทธศาสนา ที่พ่อแม่   ปู่ย่าตายายของเราได้เคารพนับถือต่อเนื่องกันมาช้านาน เป็นอย่างไร ? ทำไมผมและคนอีกจำนวนมาก  (มากกว่าคนที่ศรัทธา) ไม่ศรัทธา  แม้แต่คนที่เคยศรัทธาชนิดเรียกได้ว่าเป็น "ผู้นำบุญ"   ของสำนักนี้มาก่อน ยังผละออกมา พอเจอเข้าแล้วเอ่ยปากว่า "ธรรมกาย"   เท่านั้นถึงกับเดินหนีไม่เหลียวมามองเลย อ้าว.. ทำไม มันเป็นอย่างไร  อะไรจะรังเกียจกันปานนั้น มาว่ากันเป็นข้อ ๆ กันเลยนะครับ




นี่หรือคือพระพุทธรูป "สมณโคดม"


๑. องค์พระธรรมกาย  ที่ทางสำนักปั้นและประดิษฐ์ขึ้นมา เป็นสิ่งเคารพสักการะสูงสุดนั้น ผมมองเท่าไร พยายามทำใจเท่าไรหลายครั้งหลายหน  ก็ไม่สามารถทำใจให้นึกเอนเอียงไปยังองค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านามว่า "สมณโคดม"  ได้  ข้อนี้   เป็นการตั้งใจที่จะปรุงแต่งให้เป็นพระพุทธรูปประจำสำนักโดยเฉพาะ ไม่มีปรากฎเค้าให้เห็น หรือละม้ายคล้ายคลึงพระพุทธรูปในยุคใดสมัยใดในอดีต   แม้แต่ในปัจจุบัน หากตั้งใจมองดูให้ดี  น่าจะละม้ายคล้ายคลึงท่าน "ธัมมชโย" เจ้าสำนัก หรือ "หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ" ตอนหนุ่ม ๆ จะมากกว่า ยิ่งมาภายหลังนี้เหมือนทางสำนักพร้อมแล้วที่จะประกาศความจริงให้ทุกคนได้ทราบว่า รูปเคารพที่เข้าใจว่าเป็นพระธรรมกาย  กายหนึ่งของพระพุทธเจ้าของเรานั้น แท้ที่จริงก็คือธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั่นเอง หากไม่เชื่อดูรูปที่นำมาประกอบนี้ก็ได้ รูปนี้ตีพิมพ์ในหนังสือดวงแก้ว ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๕๘ ประจำเดือนตุลาคม ๒๕๔๑     แจกในงานกฐิน ๔๑ ที่ผ่านมา ในหน้าที่ ๙ บทความเรื่อง "กัลยาณธรรมนำสุข" โดย สว่างธรรม
 รูปที่เห็น ผมมั่นใจว่าไม่ใช่พระพุทธรูปของ "พระพุทธโคดม"    ที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนามานานึง ๒๕๘๖ ปี  อย่างแน่นอน (นับรวม ๔๕ ปี ในสมัยพุทธกาล บวกกับพุทธศักราชปัจจุบัน)  เพราะรูปเคารพพระพุทธองค์ที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษไทยหรือพระพุทธรูปในพุทธศาสนาในมหายานของจีนและธิเบต  ส่วนมากหรือเกือบจะทุกองค์ก็ว่าได้ หากเป็นปางสมาธิแล้ว  "จะต้องประทับนั่งบนกลีบบัว"
พระพุทธรูปโดยทั่วไป จะต้องมีจีวร  มีริ้วรอยจีวรให้เห็น  ส่วนมากมักจะปรากฎร่องรอยของสังฆาฎิ (ผ้าพาดบ่า หรือจีวรสำรอง) ให้เห็นเด่นชัด  มักจะไม่มีผ้ารัดอก เหมือนกับรูปเคารพพระสงฆ์    แต่รูปที่ท่านเห็น โดยใช้ชื่อว่า "พระธรรมกาย" นี้   จะพบข้อแตกต่างอย่างสิ้นเชิง หากดูรูปไม่ชัดจะลองหาองค์จริงดูก็ได้ เพราะรูปดังว่านี้ หากดูจากของจริง จะเห็นการห่มจีวรรัดรูป แนบเนื้อ บางเบา ไม่มีเส้นนูนหรือริ้วรอย
ยังดีที่มีการห่มจีวรเฉียง เปิดไหล่ขวา ไม่งั้นอาจดูเหมือนกับใส่เสื้อยืด      (ดูจากภาพถ่ายทำให้เข้าใจเป็นอย่างนั้น) ในภาพถ่าย จะไม่เห็นร่องรอยของสังฆาฎิพาดบ่าข้างซ้าย แต่ของจริงเขามี  บางเบามากแทบจะมองไม่เห็นทีเดียว ยิ่งเป็นพระที่ทำมาจากแก้วด้วยแล้ว    ดูยากมาก และที่ดูแปลกก็คือ มีผ้ารัดอก รัดกึ่งกลางระหว่างอกกับหน้าท้อง เหนือสะดือ  ผูกอย่างสวยงาม ซึ่งรูปแบบนี้   จะมีเฉพาะพระธรรมกาย และพระสงฆ์สาวกในสำนักธรรมกายเท่านั้น ที่แต่งกาย ผูกผ้ารัดอก   ห่มครองหรือห่มดอง มักจะไม่ห่มคลุมแม้แต่เวลาออกนอกวัด เอกลักษณ์การแต่งกายดังว่า แม้แต่สีของจีวรพระสงฆ์    จะเป็นรูปแบบเดียวกันหมด เห็นที่ไหนไม่ว่าใกล้หรือไกล จะรู้ได้ทันทีว่า "นี่คือพวกธรรมกาย"
 โปรดสังเกต คำบรรยายใต้ภาพ ที่อยู่บนฐานเขียงกลม จะใช้ชื่อพระองค์นี้ว่า "พระมงคลเทพมุนี"  ซึ่งเป็นสมณศักดิ์ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ และเพื่อความตอกย้ำให้มั่นใจ กลัวจะเข้าใจว่าเป็นสมณศักดิ์ของท่านอื่น  ยังวงเล็บชื่อของท่าน และฉายาในพระพุทธศาสนา เอาไว้อีกด้วย    อย่างนี้จะให้คนที่เขาพบเห็น โดยเฉพาะชาวต่างชาติ แม้แต่คนไทยที่อยู่ต่างแดน เติบโตในต่างแดนเข้าใจลัทธิธรรมกายว่าอย่างไรหากไม่เข้าใจว่า  เป็นลัทธิและศาสนาของหลวงพ่อสด  วัดปากน้ำ มีท่านเป็นศาสดา   แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"สมณโคดม"
กลับไปที่หัวข้อเรื่อง



ภายใต้อาภรณ์ที่ขาวใสบริสุทธิ์..... แต่จิตไซร้ ไฉน ?...ถึง "ดำ"


๒. สำนักธรรมกาย  มีรูปแบบการประกอบพิธีกรรม มากมายหลายอย่าง ที่แตกต่างจากวัดในพระพุทธศาสนาทั่วไป   ข้อแรกที่เห็นเด่นชัด เป็นสิ่งล่อใจให้ดูผิวเผิน เป็นดินแดนแห่งความสุขสงบ ร่มเย็นน่าเคารพกราบไหว้        น่าศรัทธาก็คือ  การแต่งชุดขาวเข้าสำนัก      เคยถามพระและสาวกในสำนักว่า ทำไม ? ต้องชุดขาว ใส่ชุดสี หรือแต่งกายตามสบาย เหมือนกับพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราที่เข้าวัด ไม่ได้หรือ? ท่านตอบว่าได้ แต่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ แม้ท่านจะไม่ห้าม แต่ก็ขอร้องกลาย ๆ ว่า    เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของหมู่คณะ ดูแล้วสบายตาสบายใจ โล่ง โปร่งใส ใส่ได้ควรใส่มานะจ๊ะ    (พระวัดนี้มักจะพูดเพราะ อ่อนหวาน ออเซาะ นิ่มนวล ทำให้สีกาลุ่มหลงในมธุรสวาจา กิริยามารยาท หน้าตา แม้กระทั่งความรู้ทางโลกที่จบหมอ จบวิศวะ ปริญญาตรี โท เอก ก็มี ไปตาม ๆ กัน บางท่านเว่อร์ขนาดเรียกสีกาว่า    "โยมพี่.....ต่อด้วยชื่อ หรือโยมน้อง ..... เสียงอ่อนเสียงหวาน กับสีกาทีเดียว )  และก็จริงดังท่านว่า   คนเข้าธรรมกายมักจะแต่งชุดสีเข้าวัดเพียงครั้งเดียว ด้วยเหตุผล ๒ ช้อ  ข้อแรก  ไม่กลับไปเหยียบสำนักธรรมกายอีกเลย ข้อสอง กลัวเป็นแกะสีในหมู่แกะขาว หรือือภาษิตที่ว่า"เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" หากท่านแต่งชุดสีเข้าไป  จะถูกคนชุดขาวมองด้วยสายตาแปลก ๆ ท่านจะทนได้นานแค่ไหนเชียว เขิน ตายชัก ........!
 ข้อผิดแผกแตกต่างข้อที่สองจากวัดอื่น ๆ ก็คือ วัดนี้ไม่มีการจุดธูปเทียน ไม่มีการรดน้ำมนต์ ไม่มีการกรวดน้ำอุทิศกุศลผลบุญให้ผู้ล่วงลับ หรือเจ้ากรรมนายเวร ไม่มีการตักบาตรอาหารสด  หากมีการใส่บาตรตอนเช้า ทางวัดจะจัดเตรียมอาหารแห้งเอาไว้ให้ทำบุญเป็นชุดตามศรัทธา เพราะลงทุนครั้งเดียว  ใช้ได้เป็นปี ไม่บูดไม่เน่า เอามาหมุนเวียนให้คนทำบุญได้อีก ถือเป็นกิจกรรมการหารายได้ปลีกย่อย กิจกรรมการหารายได้ส่วนใหญ่ ชนิดเป็นกอบเป็นกำ ทำให้วัดรวยมาก ๆ ชนิดที่วัดอื่นพากันอิจฉาน่ะมี เอาไว้ว่ากันตอนท้าย ๆ ในเรื่องกิจกรรมการหารายได้เข้าวัด วัดนี้ไม่มีการสวดศพ ใครก็ตาม     แม้กระทั่งครอบครัวของผมเอง ที่หมดไปกับวัดนี้ไม่น้อย ขนาดสร้างห้อง ๔,๐๐๐ เหรียญยังทำมาแล้ว   ตอนแรกจะช่วยกันออก ๓ คน คือพี่ชาย น้องชาย และน้องสาว พอเอาเข้าจริง น้องชายออก ๕๐๐ เหรียญ ที่เหลือน้องสาวจำใจต้องออกถึง ๓,๕๐๐ เหรียญ  ต้องรูด Credit Card ใช้หนี้กันหัวโตทีเดียว  เพราะดันไปรับปากกับเขาไว้ แล้วเป็นอย่างไร   พอแม่ตายต้องไปอาศัยสวดศพ ตั้งศพ รดน้ำศพที่วัดไทย นอร์ธ ฮอลลีวูด ทั้ง ๆที่ครอบครัวผมไม่เคยไปทำบุญเป็นชิ้นเป็นอันที่วัดไทยเลย ทำให้คิดได้ว่า วัดไทย นอร์ธ ฮอลลีวูด   ที่เขาโจษขานกันว่ามีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย บ้างว่าเป็น "Business"    พระทำตัวไม่น่าศรัทธา ฯลฯ คนไปวัดแค่ไปหาอาหารกินดูการละเล่น แล้วเป็นอย่างไรไม่เห็นใครในย่านนี้ตายแล้ว พ้นวัดไทยได้สักรายเดียว
 พูดถึงงานมงคลกันบ้าง  วัดนี้ไม่มีการประกอบพิธีกรรมที่เป็นงานมงคลของชาวบ้านใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการโกนผมไฟ งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ โดยเฉพาะงานแต่งงาน หากท่านอยากจะจูงมือคู่สมรสของท่านไปทำบุญ เพื่อให้พบกันอีกในชาติภพหน้า หรือที่เรียกว่า"ทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขัน " ท่านจะผิดหวัง และจะไม่ได้เจอกันอีกในภพต่อไป     เพราะเขาจะแยกนั่งชาย - หญิง เวลาพระเทศน์หรือสวด หรือเวลาอยู่ในสถานที่ประกอบพิธีกรรม ที่สมมติว่าเป็น "โบสถ์"
กลับไปที่หัวข้อเรื่อง



ธัมมชโย....เจ้าลัทธิ


๓. คำสอนหรืออุดมการณ์  สำนักนี้มีคำสอน หรืออุดมการณ์ ความคิดเห็น การปฏิบัติธรรม ที่แตกต่างไปจากพระพุทธศาสนา      หลายต่อหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ การปฏิบัติสมาธิในรูปแบบของ"ธรรมกาย"ซึ่งหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ เป็นผู้ค้นพบ และนำมาเผยแพร่  "อันที่จริงวิชาธรรมกาย "  ที่หลวงพ่อสดวัดปากน้ำท่านค้นพบนั้น ก็คือหลักการปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนา   ในหมวดที่ว่า "อานาปานสติกรรมฐาน" คือการกำหนดลมหายใจเข้าออกไว้ที่ปลายจมูก เพียงแต่เปลี่ยนคำภาวนา  เวลาหายใจเข้าภาวนาว่า "พุท" หายใจออกภาวนาว่า "โธ" มาเป็น "สัมมาอะระหัง"   แต่ที่ท่านพิเศษพิสดารไปกว่าการปฏิบัติกรรมฐานของสำนักอื่น ๆ ก็คือ  การเพ่งพินิจพระพุทธรูปทั่ว ๆ ไป ไม่เฉพาะเจาะจงให้มีรูปแบบอย่างพระธรรมกายที่สำนักนี้สร้างขึ้นมาภายหลัง โดยมีวัตุประสงค์เพื่อแบ่งแยกศาสนา  อันการเพ่งพระพุทธรูปนั้นก็คือการฝึกสมาธิอีกข้อหนึ่ง         ในหมวดเดียวกับอานาปานสติกรรมฐาน คืออยู่ใน  "อนุสติ ๑๐"
ที่เรียกว่า"พุทธานุสสติกรรมฐาน"  คือ การเพ่งเอารูปพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ หลวงพ่อสดท่านฉลาดและมีปัญญาบารมีมาก ท่านผนวกเอาวิธีการทั้งสองเข้าด้วยกัน   และกำหนดให้รูปพระพุทธนั้นปรากฎในศูนย์กลางกายชั้นที่ ๗ เหนือสะดือประมาณ ๒ นิ้ว เรียกว่า น้อมเอาองค์พระเข้าไว้ในกาย  องค์พระ ก็คือ องค์ธรรม เมื่อผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นย่อมเห็นตถาคต เมื่อผู้ใดจะได้ชื่อว่าเห็นตาคต   ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม คือคำสอนของพระพุทธองค์  และเมื่อเห็นธรรม ได้พิจารณาธรรมแล้ว จิตย่อมคลายจากกิเลสเครื่องร้อยรัดละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ เพื่อเป็นทางไปสู่มรรค ผล นิพพานต่อไป ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นเนื้อหาวิชาโดยย่อของวิชาธรรมกาย     ที่หลวงพ่อสดวัดปากน้ำท่านได้กล่าวแก้ข้ออธิกรณ์ ต่อสมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ปุณณสิริ)  หรือ พระสังฆราชป๋า พระสังฆราชองค์ที่ ๑๖ แห่งวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์ ท่าเตียน) ของไทย  เป็นของแท้ ของจริง เป็นหลักการเดียวกัน แตกต่างกันด้วยวิธี   และท้ายที่สุดก็มีจุดหมายเดียวกันคือ "พระนิพพาน"   ทำให้มหาเถรสมาคมในสมัยนั้น ประกาศยอมรับ  "วิชาธรรมกาย"  มาจนทุกวันนี้
 ที่นี้มาว่ากันด้วยวิชาธรรมกายที่นำมาเผยแพร่โดยสำนักพระธรรมกาย   ทั้งที่เมืองไทย และที่นี่ดูบ้าง ว่าเป็นอย่างไร ขอเรียนให้ทราบว่า ที่พวกเขานำมาเผยแพร่นั้น "เป็นของปลอม"  เป็นของที่ไม่แท้ ถูกดัดแปลง ต่อเติมเสริมแต่ง  เพื่อหลอกลวงประชาชน ล่อให้คนลุ่มหลงมัวเมา  โดยเอาหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ภาษีเจริญมาบังหน้า อันที่จริงคนจำนวนมากเขาก็รู้กันมานานแล้ว    หากท่านผู้ใดอยากค้นหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้  ลองสอบถามไปยังวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ต้นกำเนิดแห่งวิชาธรรมกายนี้ดูก็ได้    หรือจะสอบถามไปยังพระเดชพระคุณ "พระราชสุทธิญาณมงคล"(จรัญ ฐิตธัมโม) แห่งวัดอัมพวัน  อ.พรหมบุรี  จ.สิงห์บุรี  ซึ่งท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ สำเร็จวิชาธรรมกายตั้งแต่สมัยหลวงพ่อยังไม่ละสังขารดู ก็คงจะได้ทราบข้อเท็จจริงมากกว่านี้  ท่านคงยินดีให้ความกระจ่างและแก้ข้อสงสัยได้ เพราะวัดท่านก็เป็นสำนักสอนกรรมฐานเช่นกัน
 สำนักธรรมกายทุกแห่งจะเอาข้อปฏิบัติมาบังหน้า สร้างฉาก สร้างภาพพจน์ให้คนลุ่มหลง ศรัทธา
แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้มุ่งหวังให้คนไปนิพพานแต่อย่างใด  เคยถามผู้ที่เข้าปฏิบัติธรรมกับสำนักธรรมกายแห่งแคลิฟอร์เนียว่า พระที่วัดสอนกรรมฐานอย่างไรบ้าง เขาบอกว่า    ก็สอนให้นั่งหลับตา ก่อนหลับให้ลืมตาเพ่งไปยังองค์พระธรรมกาย เพ่งแล้ว ให้นึกคิด ให้ติดตาติดใจ ขนาดหลับตาก็เห็นองค์พระ ภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง"น้อมเอาองค์พระเข้ากึ่งกลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้ว      ฟังดูแล้วก็คือหลักการของหลวงพ่อวัดปากน้ำน่ะแหละครับ ทีนี้ผมก็ามว่า   แล้วเห็นองค์พระบ้างไหม เขาตอบว่า เห็นซิ นั่งวันแรกครั้งแรก ก็เห็นเลย สว่างสุกใสมาก ดีใจจนน้ำหูน้ำตาไหลเชียวแหละ   ฟังแล้วก็มานึกในใจว่า เอ ท่านผู้นี้คงจะสร้างสมบุญบารมีแต่ปางก่อนไว้มาก ปฏิบัติวันแรก ครั้งแรกก็เห็นเลยเชียว น่าอิจฉาจัง    เสร็จแล้วผมก็ถามเขาต่อไปว่า  เมื่อเห็นองค์พระแล้วทำอย่างไรต่อไป เขาตอบว่า  ก็ไม่ต้องทำอะไร  เพราะพระท่านก็ไม่ได้สอนว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป  อ้าวแล้วไม่ถามท่านหรอกหรือ ไม่เล่าให้ท่านฟังหรอกหรือ  เขาตอบว่า
เล่าซิ ถามท่านด้วย ท่านบอกว่า เมื่อเห็นองค์พระธรรมกายแล้ว คุณสำเร็จวิชาธรรมกายแล้ว คุณได้บรรลุมรรคผล นิพพานแล้ว พอฟังเขาเล่ามาตอนนี้  ผมแทบจะหัวเราะก๊ากออก     มาแต่กลั้นไว้ได้     เลยย้อนถามเขาว่า      แล้วนิพพาน คืออะไร เขาตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน ว่า "นิพพานคืออะไร ?"
 มีท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่ง  ท่านเป็นคนสุรินทร์ เคยนมัสการเรียนถาม หลวงปู่ดุลย์
แห่งวัดบูรพาราม ว่า การที่พวกปฏิบัติวิชาธรรมกายเห็นรูปพระธรรมกายนั้นเป็นอย่างไร หลวงปู่ตอบว่าที่เขาเห็นนั้นน่ะ "จริง"   แต่ไม่ใช่ "ของจริง"      เลยทำให้ผมคิดถึงคำสอนของ ท่านเจ้าคุณนร ฯ "ธัมมวิตักโกภิกขุ" แห่งวัดเทพศิรินทร์ กทม.  ท่านเคยสอนว่า"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้นั้นไม่จริง"
 นอกจากคำสอนเรื่องวิชาธรรมกายที่ไม่ได้สาระแก่นสารของสำนักนี้แล้ว   ยังมีคำสอนที่ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริง หรือคำสอนดั้งเดิมของพระภิกษุสงฆ์อื่นๆ ในพระพุทธศาสนาอีกมากมาย จะยกตัวอย่างให้ฟังพอสังเขป เช่น สอนว่า  "อย่าไปทำเลย การอุทิศกุศลผลบุญให้เจ้ากรรมนายเวรน่ะ ไม่บังเกิดผลดีอะไร จะมีผลเสียตามมาเสียอีก เพราะแทนที่จะสิ้นสุดเวร เขาก็จะได้ใจ มาก่อเวรสร้างกรรม ผูกพันกันไม่สิ้นสุด" เขาสอนอย่างนี้จริง ๆ นะครับ แม้ผมจะไม่ได้ยินมาด้วยตนเอง แต่น้องสาวผม น้องชายผม ซึ่งลุ่มหลงมัวเมาหนักหนาได้ยินได้ฟังมา ผมเลยถามว่า พระองค์ไหนเป็นคนสอน เจ้าน้องชายผมก็เลี่ยงตอบไปว่า ไม่ใช่พระสอน    แต่สาวกชั้นสูง ระดับผู้นำบุญท่านหนึ่ง    เห็นจับไมค์เป็นโฆษก และเป็นมรรคทายกหลายครั้ง ชื่อย่อว่า อ. เป็นคนสอน คนแนะนำ อันนี้ไม่ทราบว่า น้องชายผมจะปกป้องพระในวัดหรือเปล่า
 ยังมีคำสอนที่พิสดารกว่านี้อีกนะครับ เช่น "ทำบุญสร้างพระธรรมกายมาก ๆ สร้างหลาย ๆ องค์ยิ่งดี ยิ่งทำมากเท่าไร ยิ่งขึ้นสวรรค์ชั้นสูงเท่านั้น แม้จะทำชั่วอย่างไร ก็ไม่ต้องตกนรก" เป็นไงครับ ถ้าใครเชื่อ ผมว่าไม่บ้าก็เมา หรือเพี้ยนหนักเอาการ  ถ้าป็นจริง ไอ้พวกคนชั่ว    โกงกินบ้านเมือง ค้ายาเสพติด  มันเอาเงินชั่ว ๆ ของมันมาสร้างพระก็ได้ขึ้นสวรรค์กันหมด คนจน ๆ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงหมดสิทธิที่จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้ากับเขากระมัง ?
 ยังมีอีกนะครับ สองข้อแรกได้ยินได้ฟังมาจากสำนักในแคลิฟอร์เนีย   ข้อนี้ขอคัดลอกคำพูดของท่านธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ปทุมธานี  ที่พิมพ์ในหนังสือไทยคอม ฯ ฉบับล่าสุด โดยผู้เขียนนามว่า "เปรียญเอก" หรือลุงทองดี สุขเดช น่ะแหละ ได้ยินได้ฟังมาด้วยตนเอง ท่านแนะนำสั่งสอนประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนที่ไปทำบุญวันอาทิตย์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๑ ที่ผ่านมา ดังนี้
 " อ้อ เดี๋ยวนะ หลวงพ่อมีข่าวบุญ ข่าวกุศล  ที่ต้องแจ้งให้ทราบ คือว่า ในวันมาฆบูชาในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ยังเหลือเวลาอีกเกือบ ๒ ปี เพื่อให้ญาติโยมพี่น้องได้เตรียมตัวกันให้พร้อม ใครมีบ้านให้ขายบ้านใครมีทรัพย์สมบัติอะไร ก็เตรียมขายให้หมด เพื่อจะได้เอาเงินมาเป็นรองประธาน " (หมายถึงรองประธานการเปิดแกรนด์โอเพ่นนิ่ง มหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งทางวัดตั้งอัตราการทำบุญไว้รายละ ๑ ล้านบาท หรือ ๓หมื่นเหรียญสหรัฐ ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องทุ่มกายถวายชีวิต ระดมพลในสำนักทั่วโลก หาให้ได้ ๑ ล้านคน)
 เป็นไงครับ ฟังแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ผมเห็นด้วยกับคุณลุงเปรียญเอกที่ว่า  "พระอะไรมาบอกให้คนขายบ้านขายช่อง ให้ขายสมบัติพัสถานที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อเอาเงินมาให้วัด คำสอนแบบนี้ไม่บ้าก็ต้องเมาล่ะครับ ให้คนขายบ้านแล้วจะให้ไปอยู่ที่ไหนกัน"  ทำไมท่านจึงสอนแบบนี้  ลุงเปรียญเอกอยากรู้ไหมครับก็เพราะความงก ความเห็นแก่ได้ ความหิวเงิน น่ะซิครับ   ท่านผู้อ่านคิดว่าจะมีคนเชื่อและทำตามไหมครับผมคิดว่ามีแน่ ตราบใดที่โลกนี้ยังมีคนฉลาด ก็ย่อมมีคนโง่ให้เป็นเหยื่อร่ำไป เป็นของคู่กันโดยธรรมชาติ
 ท่านผู้อ่านที่เคารพ ท่านเปรียญเอกท่านยังมีข้อมูลเกี่ยวกับลัทธิธรรมกายอีกเยอะ   ที่แตกต่างไปจากข้อเขียนของผม หากสนใจลองหาไทยคอม ฉบับที่ว่าดู
กลับไปที่หัวข้อเรื่อง



เจดีย์ หรือ จานผี ? กันแน่ .......ลองถามเด็กนักเรียนชั้นประถมดูซิครับ


๔. ขบวนการบอกบุญหรือหารายได้เข้าสำนัก  ต้องยกนิ้วให้นะครับ  กับการตลาดของสำนักนี้ถ้าเป็นธุรกิจที่ได้เงินมาด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ถูกต้อง ไม่โกหก หลอกลวง  มอมเมาประชาชนก็น่าที่จะยกย่องสรรเสริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมานี้กับโครงการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ซึ่งถ้าท่านเห็นรูปร่างลักษณะโครงสร้างแล้ว  แปลกพิสดารไปกว่าเจดีย์อื่นใดในพระพุทธศาสนา   เป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งเดียวในโลกก็ว่าได้  ไม่ใช่มหัศจรรย์เพราะต้อง ทุ่มทุ่นสร้างถึงหมื่นล้านบาท หรือมากกว่านั้น
อย่างเดียว แต่มองลักษณะสัณฐานแล้ว น่าจะเป็น"จานบิน" หรือ "จานผี"   นอกโลกของพวกมนุษย์ต่างดาวมากกว่าเจดีย์ในพระพุทธศาสนา เมื่อการสร้างเจดีย์ต้องใช้ทุนมหาศาล มีเสาถึง ๓,๓๓๓ ต้น ต้นสุดท้าย กำหนดให้หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์ทั้งแท่ง แม่เจ้าโว้ย อะไรจะปานนั้น   และสิ่งที่จะต้องทำให้ได้ก็คือการหารายได้ หาเหยื่อมาบริจาค ให้ได้ครบตามงบประมาณ ก็เลยบอกบุญให้ช่วยกันเป็นเจ้าภาพสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวเพื่อประดิษฐานไว้ในเจดีย์  อัตราการทำบุญในเมืองไทยตกองค์ละ ๑๐,๐๐๐ บาท
ในสหรัฐเมื่อสมัยเงินบาทยังไม่ดิ่งลงเหว องค์ละ ๔๐๐ เหรียญ         ผู้ทำบุญจะได้รับของสมนาคุณเป็นพระเครื่องเนื้อผงรูปพระธรรมกาย ๑ องค์   ตอนแรกกะว่าจะสร้างให้ครบ ๘๔,๐๐๐ องค์ ให้เท่ากับพระธรรมขันธ์ (หลักคำสอนของพระพุทธองค์ที่จารึกไว้ในพระไตรปิฏก) ต่อมาเห็นว่ามีเหยื่อเข้ามาติดกับมากก็เลยคิดจะสร้างถึงหนึ่งล้านองค์ อัตราการสร้างพระธรรมกายประจำตัวมี ๒ ราคา   หากสร้างรอบนอกก็อยู่ในอัตราดังกล่าวข้างต้น (ตอนนี้คิดเป็นเงินดอล ๓๐๐ เหรียญ) มาภายหลังกำหนดราคาสร้างพระแกนกลาง ซึ่งมีจำนวนถึง ๒๐,๕๒๐ องค์    ่อัตราทำบุญตกองค์ละ ๘๐๐ เหรียญ คิดเป็นเงินไทยเท่าไร ลองคำนวณกันเอง นี่เป็นรายได้จากการสร้างพระเท่านั้น   ยังมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ มีนะครับคนบริจาคเพราะวัดใช้ระบบเงินผ่อน ซึ่งก็มีวัดเดียว หรือองค์กรกุศลแห่งเดียวในโลกที่เขาทำกันเมื่อไม่นานมานี้ ทางสำนักได้ระดมพลพรรค ออกบอกบุญอย่างสุด ๆ ทุกรูปแบบ โดยใช้สโลแกนว่า "ทุ่มสุดชีวิต เพื่อปิดแกนกลาง"  แล้วก็ทำได้จริง ๆ ตอนนี้ปิดการรับบริจาคสร้างพระแกนกลางไปเรียบร้อยแล้ว
 ทำไมคนถึงหลงใหล เป็นบ้าเป็นหลังกับการสร้างพระธรรมกายประจำตัวกันนัก หากท่านลองอ่านอานิสงส์ที่เขามอมเมาประชาชนแล้ว   ก็น่าเห็นใจคนมีปัญญาน้อยเช่นกัน อานิสงส์แห่งการสร้างพระตามคำโฆษณาชวนเชื่อ  มีด้วยกัน ๗ ข้อ จะยกตัวอย่างข้อที่ฟังแล้ว ทะแม่ง ๆ  ยังไงไม่รู้ให้ฟังสัก ๓ ข้อ  เอาข้อที่ ๔ เขาว่า " ถึงคราวปฏิบัติธรรมก็สามารถเข้าถึงพระธรรมกาย บรรลุพระนิพพานได้โดยง่าย"   ข้อนี้กระมัง ที่พวกธรรมกายเข้าใจผิด พอนั่งเห็นองค์พระปุ๊บ ก็เข้าใจว่าสำเร็จอรหันต์ บรรลุมรรคผล นิพพานปั๊บ อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้น  ข้อ ๕ "จะเกิดกี่ภพกี่ชาตินอกจากจะเป็นทั้งที่กราบไหว้เป็นทั้งที่เคารพเทิดทูนของมนุษย์และเทวดาแล้ว หากว่าใจของเขาอาจจะมีอกุศลจิต (จิตที่หมกมุ่นในการทำความชั่ว เช่น ทำชั่ว ผิดศีล ๕ เพราะความโลภ โกรธ หลง - ผู้เขียน)  หรือมีเรื่องกระทบกระทั่งอะไรก็ตาม เพียงระลึกถึงพระพุทธรูปที่ตนสร้างไว้ อกุศลจิตทั้งหลาย บาปทั้งหลาย จะหลุดพ้นจากใจเขาโดยง่าย     ข้อนี้กระมังที่เขาเอามาบอกว่า สร้างพระธรรมกายแล้ว ทำชั่วอย่างไรก็ไม่ตกนรก ตามที่น้องสาวผมได้ฟังมา ข้อ ๗ ซึ่งเป็นตัวอย่างข้อสุดท้าย และเป็นข้อสุดท้ายของอานิสงส์ที่เขาบรรยาย โฆษณาชวนเชื่อเอาไว้ เขาว่าดังนี้
   "ขณะที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ทรัพย์สมบัติก็จะเกิดโดยง่าย ไม่ต้องทำมาหากินด้วย ความยากลำบากชนิดหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ไม่ต้องแล้ว จะทำมาค้าขายก็ทำมาค้าขึ้น  จะรับราชการงานเมือง ก็เจริญรุ่งเรืองโดยรวดเร็ว คนอื่นตามไม่ทัน เจริญทั้งทางโลก เจริญทั้่งทางธรรม บรรลุมรรคผล นิพพานได้โดยง่าย"
 ข้อนี้ฟังแล้ว คนที่ลำบากชนิดหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน   คงจะต้องรีบนำเงินมาประเคนให้สร้างพระกันแน่นอน มีอย่างหรือ สอนออกมาได้ว่า ทรัพย์สมบัติเกิดมาโดยง่าย โดยไม่ต้องทำมาหากิน เท่าที่ผมศึกษาหลักกรรมในพระพุทธศาสนา  อานิสงส์ที่จะทำให้คนเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี อย่างท่านทักษิณ ชินวัตร นั้น
น่าจะเกิดจากทานบารมี คือทำบุญให้ทานไว้มาก มีเงินทองไหลมาเทมา   มีโชคลาภดุจดั่งพระสีวลี  แม้แต่พระพุทธองค์ยังต้องยอมรับว่าเป็นเลิศทางลาภผล    ในถิ่นที่กันดารขาดแคลนอาหารบิณฑบาต พระพุทธองค์ยังต้องให้พระสีวลีเดินนำหน้าขบวน แล้วลาภผลก็มีมาจริง ๆ  ไม่ใช่เกิดจากการสร้างพระพุทธรูปเป็นแน่ อานิสงส์จากการสร้างพระพุทธรูป   น่าจะส่งผลทางด้านรูปร่างหน้าตา เกียรติยศ หรือภูมิปัญญามากกว่า แต่ก็นั่นแหละครับ คำสอนของพระพุทธองค์จริง ๆ เน้นที่ "จิตนิยม" มากกว่า "วัตถุนิยม" แม้กระทั่งการบูชาพระพุทธองค์   ท่านยังเน้นที่ "ปฏิบัติบูชา"  (การปฏิบัติตามคำสอน)  มากกว่า "อามิสบูชา"(การบูชาด้วยวัตถุสิ่งของ)  เลยครับ
 กิจกรรมการหารายได้เข้าวัด ชนิดเป็นกอบเป็นกำ ยังมีอีก นอกเหนือไปจากการสร้างพระข้างต้น
คือการกำหนดอัตราการทำบุญ ชนิดที่เรียกว่า  คนที่จะทำต้องเป็นคนที่ลุ่มหลงในสำนักนี้ชนิดหัวปักหัวปำ ถูกเขาครอบงำชนิดโงหัวไม่ขึ้น   ผมจะยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสำนักแห่งแคลิฟอร์เนียนะครับ    เอาสด ๆร้อน ๆ ก็ต้องงานกฐินที่ผ่านมา หากใครต้องการได้ชื่อ ได้หน้าว่าเป็น "รองประธานทอดกฐิน"     จะต้องบริจาคเงินสด ๆ หรือหากไม่มี จะผ่อนก็ได้ เป็นเงินถึง "สามพันสองร้อยดอลลาร์"  ($ 3,200 US.)   โดยจะได้รับสิ่งตอบแทน เป็น "พระมหาสิริราชธาตุ"     ซึ่งทางวัดได้โฆษณาสรรพคุณชวนเชื่อเอาไว้มากมายในหนังสือวารสารดวงแก้ว หากคนโง่ได้อ่านแล้ว    มีหวังอยากได้จนตัวสั่นทีเดียว ของอะไรจะวิเศษปานนั้นเอาไว้ตอนท้ายๆ จะเขียนรายละเอียดเรื่องนี้ให้อ่านกัน      แล้วเป็นอย่างไรทราบไหมครับ   มีคนโง่   ลุ่มหลงมัวเมา      อยากได้เป็นเหยื่อถึง ๙๗ ราย  (อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ แต่ข้อมูลที่ได้รับอยู่ในเกณฑ์นี้) ท่านผู้อ่านลองคิดดูนะครับว่า เฉพาะรองประธาน สำนักนี้มีรายได้เท่าไรแล้ว   ผมว่ามากกว่าวัดไทย หรือทุกวัดในอเมริการวมกัน สิบเท่าทีเดียว ทำไมคนถึงเป็นรองประธานกันมาก    นอกจากจะผ่อนได้แล้ว ทางท่าน " ทัตตชีโว " รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายที่เมืองไทย และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสที่แคลิฟอร์เนีย ท่านจะมาเฉพาะเวลามีกิจกรรมสำคัญ เช่น บวชพระ บวชเณร หรือกฐิน ท่านจะนำมาแจกด้วยตนเอง  บอกว่าของดีมีน้อย เลี่ยมทองเรียบร้อย อย่างน้อยก็น่าจะพอแจกพวกรองประธานได้ทั้งหมด   ไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านด่านศุลกากรอย่างถูกต้องหรือเปล่า ได้แจ้งให้ทราบเพื่อเสียภาษีหรือไม่    หากไม่แจ้งปิดบังเพื่อเลี่ยงภาษี อาบัติข้อไหนไปถามผู้รู้เอาเอง มีคนถามท่านว่า "ดิฉันอยากได้ แต่ไม่สามารถรับเป็นรองประธานได้หลวงพ่อจะเมตตาลดราคาให้ได้ไหม ? ท่านตอบว่า  ไม่ได้หรอกโยม อยากได้ต้องรอปีใหม่ไปแล้ว ทำบุญสร้างพระ ๓๐๐ เหรียญ ก็จะแจกให้ ตอนนี้เอามาน้อยกลัวไม่พอแจก คุณโยมก็หน้าละห้อยน้อยใจในบุญวาสนา ที่ไม่มีโอกาสครอบครอง หากจะมีโอกาสก็ต้องรอถึงปีใหม่ ต่างกับคนที่เป็นรองประธานและได้รับแจกพระรู้สึกภาคภูมิใจ ห้อยโชว์นอกเสื้อเดินยืดทีเดียว แล้วเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้กับพฤติกรรมของพระผู้ใหญ่ระดับนี้ เพราะหลังจากงานกฐินผ่านไปไม่ทันข้ามวัน   หากใครอยากได้พระดังว่า สามารถไปรับได้ทันทีจากกรรมการวัด ในอัตราทำบุญ องค์ละ ๓๐๐ เหรียญ สะใจท่านรองประธานหน้าโง่ทั้งหลายจริง ๆ จนป่านนี้ยังไม่ตื่นจากความหลับใหลยังไม่รู้ตัวว่าโดนหลอก ช่างน่าสมเพชแท้ ๆ
 เรื่อง "ทัตตชีโว" อุปราชแห่งสำนักธรรมกายท่านนี้ จัดเป็นมือขวา   เป็นผู้ก่อตั้งสำนักตั้งแต่แรกเริ่มทีเดียว หากมองผิวเผิน แล้วน่าเคารพศรัทธาในสายตาคนทั่วไป แต่บรรดาสาวกทั้งหลายในสำนักแล้วต่างเกรงกลัววาจา ท่าทางเอาจริงของท่านเป็นอย่างยิ่ง กลัวยิ่งกว่าหนูกลัวแมวเสียอีก   ทราบว่าปกติท่านมักจะเป็นคนโผงผาง พูดตรง ๆ ว่าเจ็บ ๆ แรก ๆ   ผมก็ไม่เชื่อหรอกครับ เพราะสังเกตจากผลงานการเผยแพร่ลัทธิธรรมกายของท่าน ไม่ว่าจะเป็นรูปหนังสือ    วารสาร เทปธรรม ท่านน่าจะเป็นคนใจดี มีเมตตาสำรวมกาย วาจา ใจ ให้สะอาด สงบ ระงับ แต่แล้วมีเหตุการณ์หนึ่งอุบัติขึ้น ทำให้น่าเชื่อว่า   "การปฏิบัติธรรม การสร้างบารมีของท่าน ยังไปไม่ถึงไหน" อารมณ์แห่งพระโสดาบันยังไม่บังเกิดเลย สรุปแล้วก็เป็นมนุษย์ปุถุชน หนาแน่นด้วยกิเลส ตัณหา ครือกันกับเรา ๆ ท่าน ๆ มีสีกาท่านหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า  รู้สึกดวงไม่ดี โหรโหงวเฮ้ง  แนะนำให้ไปผ่าตัด  เอาส่วนเกินบนใบหน้าออก มาปรึกษาผม ผมไม่เห็นด้วย  โดยให้เหตุผลไปหลายข้อ เธอก็ยังข้องใจคงถามใครต่อใครก็ไม่มีใครเห็นด้วย เพราะเธอสวยน่ารักอยู่แล้วนั่นเองบังเอิญวันหนึ่งไปพบท่านทัตตชีโวเข้า   ในช่วงที่มางานกฐินครั้งหลังสุดนี้ ถามความเห็นท่านในเรื่องนี้ คำแรกของคำแนะนำ ที่หลุดจากปากของท่านคือคำว่า "ประสาท"  พอเห็นสีกาหน้าซีด จึงต่อด้วยคำว่า  สวยดีอยู่แล้วอย่าไปทำเลย พ่อแม่ให้มาก็ดีอยู่แล้ว  พอใจในสิ่งที่ตนมีตนได้เถิด   ปกติท่านเป็นคนเสียงดัง คนที่ฟังธรรมจากท่านบอกว่า  ท่านไม่ต้องใช้ไมค์เลย ดังกว่าไมค์เสียอีก พอหลุดคำว่า "ประสาท"มาเท่านั้นใจของสีกาตกไปอยู่ตาตุ่มเลยครับ  ข้อมูลนี้ไม่ได้ยกเมฆขึ้นมาเพื่อโจมตีท่านนะครับ     เพราะผมไม่มีเหตุอะไรต้องทำอย่างนั้น ที่เขียนออกมาเพื่อให้เห็นความจริง เห็นของจริง อย่าลุ่มหลงมัวเมากันนักเลย ก็เท่านั้น   ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าพระระดับนี้ จะหลุดคำนี้มาได้กับสีกาที่ไม่คุ้นเคยกัน เขาเรียกว่าไม่สำรวมวาจาให้เหมาะสมกับสมณสารูป คำนี้น่าจะใช้สัพยอกกันในหมู่เพื่อนฝูงคนสนิทมากกว่า จริงไหมครับ ยังมีกิจกรรมการหารายได้เข้าวัดอีกหลายรูปแบบ เช่นบอกบุญสร้างวัดโดยตรงอย่างที่พี่น้องผมบริจาคถึง ๔,๐๐๐ เหรียญสร้างห้องมาแล้ว  แต่ไม่ได้สร้างให้พระอยู่นะครับ  ขณะที่เขียนนี้เป็นที่อยู่ที่กินประจำของฆราวาส ซึ่งเป็นสาวกของสำนักไปแล้ว , การทอดผ้าป่า ซึ่งจัดให้ทอดประจำทุกเดือน,การถวายสังฆทาน ซึ่งจัดเตรียมไว้ให้ ไม่ต้องเอาอะไรไป เอาเงินไปอย่างเดียว  เพราะเอาของไปพระก็ไม่ได้กินไม่ได้ใช้ เหลือทิ้งเปล่า ๆ เอาเงินไปบำรุงกะเพาะสาวกในวัดจะดีกว่า, การปล่อยปลา มีทุกเดือนก็ไม่ต้องเอาปลาไป ทางวัดเตรียมไว้ให้พร้อม บอกแล้วไง เข้าวัดนี้ เอาเงินไปอย่างเดียว ไม่ทราบเหมือนกันว่าปลาที่ปล่อยไปนั้น จับขึ้นมาใหม่เพื่อขายบอกบุญ หมุนเวียนเหมือนสังฆทานหรือของใส่บาตรหรือเปล่า   น่าจะทำเป็นรูปแบบเดียวกัน ไม่อย่างนั้น ปล่อยทุกเดือนติดต่อกันหลายปี ป่านนี้ปลาไม่เต็ม Lake ไปแล้วหรือ,การจัดงานบวช ตั้งแต่บวชพระ บวชเณร บวชอุบาสิกาแก้ว นี่รุ่นใหม่นี้ ก็จะมีการบวชอุบาสกแก้วอีกเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น มีรายได้จากเจ้าภาพผ้าไตรมากมาย,   รายได้จากการบอกให้สร้างพระธรรมกายประจำตัว ซึ่ง เมื่อครั้งหลังสุดจากการบวชอุบาสิกาแก้ว ทุกคนที่เข้าบวช ไม่มีใครสักคนที่จะไม่สร้างพระ,   การเป็นเจ้าภาพออกหนังสือ"ดวงแก้ว" ซึ่งแบ่งชั้นการทำบุญเอาไว้หลายระดับ เช่น ระดับ City $35, ระดับ County $100 , ระดับ State $200 และระดับ USA $300   ต่อไปคงมีระดับโลกล่ะครับ เพราะลัทธินี้มีโครงการแพร่เชื้อไปทั่วโลก สำนักนี้เขาจะมีการแบ่งชั้น แบ่งระดับคนทำบุญเกือบจะทุกประเภทนอกเหนือจากสร้างพระธรรมกาย และหนังสือดวงแก้วที่กล่าวมาแล้ว เอาไว้ตอนท้ายจะเล่าให้ฟัง การจัดกิจกรรมทุกอย่างจัดขึ้นเพื่อบังหน้า จุดประสงค์หลักคือ หาเงินจากคนเข้าร่วมกิจกรรม เขามีเทคนิคการจูงใจคนดีมากขนาดคนไม่มีเงินจะทำบุญ ยังประเหลาะให้ทำบุญ โดยเป็น "หนี้วัด" ได้  มีองค์กรใด สำนักใดในโลกนี้ทำได้อย่างนี้บ้าง เนื่องจากขบวนการบอกบุญ "เบียดเบียน" อย่างเป็นล่ำเป็นสัน และเป็นระบบเหมือนลูกโซ่ ข่าวลับ ๆ แจ้งว่า มีผลประโยชน์ตอบแทนสำหรับผู้นำบุญ เป็นเปอร์เซ็นต์ ให้อีกด้วย สำนักธรรมกายขณะนี้รวยไม่รู้จะรวยอย่างไรแล้ว ดูจากการซื้อที่ดิน ขยายอาณาเขต ทั้งที่เมืองไทย และที่อเมริกา   โดยเฉพาะแคลิฟอร์เนีย สามาร Pay off วัดและสิ่งก่อสร้าง  บนเนื้อที่ประมาณ ๑๐ เอเคอร์ จำนวน ๓ ล้านเหรียญ ภายใน๑  ปี   นี่ ยังมีโครงการซื้อที่รอบ ๆ   นั้น อีก ๕๐ เอเคอร์ ดังนั้น  ขบวนการบอกบุญจึงต้องมีต่อไปเพราะข้างต้นยัง"รวยไม่พอ" ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้หากพวกธรรมกายจะซื้อประเทศไทยทั้งประเทศก็น่าจะทำได้แต่คงจะไม่ทำตอนนี้  แต่วันหน้าไม่แน่เหมือนกัน  ในประวัติศาสตร์โลก  เคยมีนักบุญโค่นล้มบัลลังก์  เข้ายึดอำนาจครองประเทศ      โดยใช้ศาสนาความศรัทธาของประชาชนที่หลงใหลในลัทธิของตนมาแล้ว อย่างในสมัยอียิปต์โบราณ   นักบวชที่ชื่อว่า "อัย" ยังโค่นล้มฟาโรห์ สถาปนาตนเองเป็น "ฟาโรห์" มาแล้ว หรืออย่าง"อะยาตุลเลาะห์ โคไมนี" แห่งอีหร่านที่โค่นล้มบัลลังก์พระเจ้าชาร์   ตั้งต้นเป็นประธานาธิบดีปกครองประเทศมาแล้ว หากวันหนึ่งคนไทยทั้งประเทศจนลงชนิดไม่มีบ้านจะอยู่ ไม่มีข้าวจะกิน   แล้วสำนักธรรมกายที่ว่า  ร่ำรวยมั่งคั่งอยู่รายเดียว เมื่อนั้นอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ผู้อ่านทุกท่านตรองดู เพราะคำว่า "เงิน" สามารถทำอะไรทุกอย่างได้ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือทีเดียว
 มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า ขณะทางสำนักธรรมกาย  กำลังรณรงค์หาเงินก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่งทุกรูปแบบ ไม่ได้เอามาสร้างเจดีย์หรอกครับ เพราะเจดีย์สร้างเสร็จแล้ว   เงินที่ว่านี้หาเอาไว้ในโอกาสเปิดฉลองเจดีย์  ในวันมาฆบูชาปี ๒๕๔๓   บอกบุญให้ผู้บริจาครายละ ๑ ล้านบาท หรือคิดเป็นเงินดอลสหรัฐ รายละ ๓๐,๐๐๐ เหรียญ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ๑ ล้านราย บางรายอาจจะทำคนเดียว  หากไม่ทำคนเดียวเพราะเป็นเงินจำนวนมาก   ก็หาวิธีเข้ากลุ่มกัน อย่างที่สำนักในแคลิฟอร์เนียขณะนี้ จะมีคนชวนท่านเข้ากลุ่ม ในแต่ละกลุ่มมีจำนวน ๓๐ คน บริจาคคนละ ๑,๐๐๐ เหรียญ   เงินที่ว่าหากหาได้จริง ๆ   ทางธรรมกายจะมีเงินถึง หนึ่งล้าน ล้านบาท เป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาลมาก  ผมอยากทราบว่าให้คนเขาบริจาคมาก ๆ เช่นนี้ จะเอาไปทำอะไรมากมาย  ตอนนี้มีคนปาวารณาตัวบริจาคบ้างแล้ว ทั้งเฉพาะราย และรวมกลุ่ม ไม่น่าเชื่อว่าคนเราจะโง่ ลุ่มหลงมัวเมาถึงเพียงนี้ บริจาคทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เลยว่า "เขาจะเอาเงินของเราไปทำอะไร"
หากเขาเอาไปโค่นล้มรัฐบาลเพื่อยึดอำนาจปกครองประเทศล่ะก็  เป็นบาปหรือบุญ ลองคิดเอาเอง
 ตอนแรกได้ข่าวมาว่า ทางพวกธรรมกายโฆษณาว่า หากวันใดเจดีย์เสร็จทำพิธีเปิดเรียบร้อย เมื่อนั้น เศรษฐกิจประเทศไทยจะดีขึ้น ประชาชนจะอยู่ดีกินดี   มีความสุขทั่วหน้า ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ เพราะพิจารณาดูแล้ว "ไม่น่าจะเกี่ยวกัน"  แต่มาถึงตอนนี้ ชักจะเชื่อเสียแล้วล่ะซิ ก็คนมีเงินตั้ง หนึ่งล้าน   ล้านบาท หากทำการใหญ่ ฮุบประเทศมาไว้ในกำมือ   จัดการปกครองเสียใหม่ กำจัดพวกนักการเมืองน้ำเน่าที่โกงกินบ้านเมืองไปให้หมด ยึดทรัพย์ไปให้คนจน ๆ  ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็น่าจะสนับสนุนช่วยกันบริจาคมาก ๆ นะครับ หากท่านอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยอีก ๒ ปีข้างหน้า กลัวจะไม่เป็นอย่างนั้นน่ะซิ เพราะขณะนี้ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ) , สันติบาล, กรมการศาสนา,มหาเถรสมาคม   และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เขาก็กำลังเพ่งเล็งบทบาทของสำนักนี้เช่นกัน    หากสำนักนี้โดนโค่น อย่าง สำนัก "หุบผาสวรรค์ ราชบุรี"  เมื่อ ๒๕ ปีก่อน พวกนี้ยังไม่สูญพันธ์หรอกครับ เพราะยังมีเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาขณะนี้ มีหลายรัฐแล้วที่สำนักนี้ตั้งอยู่
 ท่านอ่านมาถึงตอนนี้แล้วอาจจะเห็นว่าผม "เพ้อเจ้อ"หรือ "คิดมาก" ก็ต้องยอมรับล่ะครับ เพราะมันมีเรื่องราวที่ชวนให้คิดจริง ๆ อย่างบุคคลากรของทางวัดที่จะบวชเป็นพระในสำนักนี้ ส่วนมากจะคัดเอาแต่พวกที่มีความรู้สูง ๆ เป็นหมอ  วิศวะ ฯลฯ   การศึกษาขั้นต่ำ ปริญญาตรี  มีระดับด็อกเตอร์ก็หลายคนอายุไม่มากนักมีฐานะทางบ้านค่อนข้างดีอย่างท่านเมตตานันโท, อย่างพระสมบูรณ์ ที่จบหมอ ,พระวิชัย ที่จบปริญญาโท ฯลฯ เป็นต้น   เมื่อมองถึงตรงนี้จะเห็นการเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม ทั้งเงิน บุคคลากรสถานที่ทำการ หรือกองบัญชาการ ขณะนี้เพียงรอแต่เวลาและจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น น่ากลัวนะครับ
กลับไปที่หัวข้อเรื่อง



พระมหาสิริราชธาตุ.... "พระดูดทรัพย์"  ใคร ?...ถูกดูด กันแน่จ๊ะ


๕. การโฆษณาชวนเชื่อ ขายวัตถุมงคล อวดอ้างอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์  ต้องยกให้สำนักนี้เขาเป็นหนึ่งจริง ๆ  หากเป็นวัดอื่นใด ที่เส้นไม่แข็งพอ ป่านนี้คงถูกเล่นงานไปแล้ว  ครั้งหลังสุดเมื่องานบุญใหญ่หรืองานกฐินของสำนักธรรมกายที่ผ่านมา ที่เมืองไทยก็ตรงกับวันอาทิตย์ที่  ๖ กันยายน ๒๕๔๑ส่วนที่แคลิฟอร์เนียก็ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาคม   ท่ามกลางคนนับหมื่นที่เมืองไทย และคนนับพันที่อเมริกาได้เกิด  "ปรากฎการณ์อภินิหารชนิดที่โลกต้องตะลึง"  ใครเห็นเข้าก็ต้องขนลุก ตาค้าง เกิดปีติจนน้ำหูน้ำตาไหลทีเดียว เมื่อปรากฎภาพหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ  นั่งอยู่ในดวงแก้ว ปรากฎอยู่ในใจกลางดวงอาทิตย์บดบังรัศมีดวงอาทิตย์ ให้เหี่ยวเฉาไปทีเดียว แถมยังเปลี่ยนสีสลับไปมา สวยสดงดงามตระการตายากที่จะบรรยาย   วันนั้นผมก็ไปร่วมงานกับเขาเหมือนกัน แต่ไปได้แค่ชั่วโมงเดียว ก่อนเพลเล็กน้อย ทนเกิดอาการคลื่นเหียนกับพวกหน้าม้าที่มาโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณ  อิทธิฤทธิ์   ปาฎิหารย์   เกี่ยวกับพระธรรมกายไม่ไหว เลยต้องกลับก่อน อดดูมหกรรม"แหกตาประชาชน"โรงใหญ่ ที่ต้องทุ่มทุนมหาศาล กับการทำเทคนิคต่าง ๆ ให้คนทั้งงานได้เห็น
 ในวันงานทอดกฐินของสำนักธรรมกาย ๒๕ กันยายน ที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายที่ผม "ทนไม่ไหว"กับพฤติกรรมต่าง ๆ ของสำนักนี้ อันที่จริงผมไปป้วนเปี้ยนอยู่ในสำนักนี้มาตั้งแต่สมัยอยู่ที่เมย์วูด ไม่ได้ไปเพราะศรัทธา ไม่ได้ไปเพื่อจ้องจับผิด   ที่ต้องไปเพราะครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่ไปไหนไปกัน ใกล้ไกลแค่ไหน ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร หากไม่ติดธุระสำคัญจริง ๆ แล้ว จะต้องพบกันอาทิตย์ละหน ยิ่งงานบุญด้วยแล้ว ครอบครัวผมมักไม่มีใครปฏิเสธใคร งานกฐินประจำปีที่ผ่านมาก็เช่นกัน ผมและครอบครัวไปทุกอาทิตย์ แม้จะไม่ทุกวัด เพราะบางทีจัดชนกันต้องเลือกเอาวัดใดวัดหนึ่ง บางทีเช้าไปวัดหนึ่ง บ่ายไปอีกวัดหนึ่งก็มี เช่นวันงานกฐินสำนักธรรมกายเป็นต้น เรารึอุตส่าห์มาช่วงเช้า  เพราะช่วงบ่ายตั้งใจจะไปต่อที่วัดป่าธรรมชาติ แต่พอไปถึงแล้ว เห็นพฤติกรรมต่าง ๆ ที่น่ารังเกียจแล้ว ทำให้หมดกะจิตกะใจที่จะไปไหนต่อ
วันนั้นนอกจากภรรยาผมแล้ว  ยังชวนเพื่อนของภรรยาร่วมทางไปอีกคน เรียกว่า"พาคนเข้าวัด" หรือที่พวกธรรมกายเขาว่า " ผู้นำบุญ" ก็ได้  และแล้วสิ่งที่ผมพบจนทนไม่ได้ที่จะอยู่ต่อไป มีดังนี้
๑. การแบ่งชั้นวรรณะ เหลื่อมล้ำต่ำสูง แยกชนชั้น ยกย่องให้เกียรติคนมีเงิน มองข้ามหัวคนจนๆ ไม่ให้ความสำคัญกับคนไทยด้วยกัน ได้บังเกิดขึ้น ชนิดที่เรียกว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่นุ่งขาวห่มขาว ได้ชื่อว่ามีศีลธรรมอันสูงส่ง ปฏิบัติสมาธิอย่างเคร่งครัด เรียกตนเองว่า "นักสร้างบารมีผู้ยิ่งใหญ่"
อันนี้มันเกิดขึ้นจากตัวผมเองและภรรยา ได้รู้ ได้เห็น ได้ยินได้ฟังมาโดยตรง ดังนี้   ข้อแรก   ในเรื่องของการจัดอาหารเลี้ยงดูผู้มาทำบุญ ซึ่งแยกต่างหากจากของที่ถวายพระ  จะเรียกได้ว่ากินพร้อมพระก็เป็นได้
แต่ก่อนนั้น พระฉันอย่างไร คนก็กินอย่างนั้น คนทำอาหารมาทำบุญถวายพระ เหลือจากพระก็แยกไว้เป็นสัดส่วน ถือเป็นการทำทาน ใครใคร่กินอะไร เลือกได้ตามสบาย แบบบุฟเฟ่ต์  แต่วันนั้นไม่เป็นอย่างที่เคย
เป็น อาหารที่พวกกรรมการบอกบุญไปยังผู้ศรัทธานำมาถวายพระ และเหลือจากพระที่เคยวางไว้เป็นทานแก่ผู้มาทำบุญ หรืออนุโมทนาบุญ     ได้จัดตั้งโต๊ะ อยู่ในบริเวณแยกออกไป เป็นสัดเป็นส่วน มีคนยืนเฝ้าตลอดเวลา คนที่จะมีสิทธิ์ไปนั่งโต๊ะ หรือทานอาหารตรงโต๊ะนี้ได้ต้องเป็นพวกที่มีโบว์ติดหน้าอก   ว่าเป็นรองประธาน ที่มีเงินทำบุญถึงสามพัน สองร้อยเหรียญเท่านั้น   คนอื่นอย่าแหยม ทะเร่อทะร่าเข้าไปอย่างภรรยาผมและเพื่อนที่ไปด้วย  ถูกไล่ยิ่งกว่าหมูกว่าหมาเสียอีก  อะไรกันจะบอกกล่าวพูดจากันดี ๆ อธิบายหรือติดประกาศเอาไว้ให้คนทั้งหลายเข้าใจไม่ได้หรืออย่างไร   ทำไมต้องดูถูกดูแคลนกันถึงปานนั้น คนจนไม่ใช่คนหรืออย่างไร เขาบอกว่าอย่างไรรู้ไหม " นี่ พวกคุณไม่มีสิทธิ์มากินที่นี่ ของที่นี่สำหรับพวกรองประธานกรรมการเท่านั้น ไป ของพวกคุณอยู่ทางโน้น เขาจัดไว้ให้แล้ว"  แล้วท่านผู้อ่านรู้ไหมว่า อาหารที่เขาจัดเอาไว้ให้คนทั่วไป คืออะไร ข้าวกล่อง ขนมนิดหน่อย พอประทังหิวเท่านั้น   ยังมีอีกนะในเรื่องของอาหาร    มีที่หนึ่งเขาจัดเอาไว้ให้ฝรั่งต่างชาติที่ถูกหลอกมาร่วมขบวนการเสียเงิน โดยเอากรรมฐานของดีในพระพุทธศาสนามาล่อ  พวกฝรั่งพวกนี้ก็อีกระดับหนึ่งของอาหาร เป็นพวกสลัด ผลไม้ เพราะเขาคงกินอาหารไทย ๆ ไม่ได้ อย่างนี้เราไม่ว่ากัน แต่ที่น่าเจ็บใจก็คือ     จัดสถานที่ให้นั่งใต้ร่มไม้  มีโต๊ะเก้าอี้อย่างสะดวกสบาย ไอ้เรารึ อยากจะนั่งสบาย ๆ พอหย่อนก้นลงไปเท่านั้น โดนไล่ตะเพิด อายเขาแทบแทรกแผ่นดิน ทีหลังจะทำอะไรควรบอกกล่าวเขาก่อน ทำเป็นหนังสือติดไว้ ไทยก็ได้ อังกฤษก็ดี พวกผมอ่านหนังสือออกหรอกน่า พอคุยกับน้องชายเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาบอกว่า   คนในวัดก็มีปะปนทุกคน ทั้งดีและเลวตัวเขาเองยังถูกแม่ครัวในวัดด่าเอาเลย ก็พอคลายโมโห แต่ผมมันซวยเอง ที่เจอกี่คนกี่คน "เฮงซวยทั้งนั้น"
 เรื่องอาหารผ่านไป มาดูความเหลื่อมล้ำในด้านการทำบุญ กันบ้าง กินอาหารเขาแล้ว ไม่อยากเป็นหนี้ ก็เดินเข้าไปใน Hall ที่สมมติว่าเป็นโบสถ์ กะว่าจะทำบุญสัก ๑๐ เหรียญ ๒๐ เหรียญ  พอไปเห็นโต๊ะรับบริจาคที่มีอัตราการบริจาคอย่างน้อย ๕๐ เหรียญ เข้าให้ หน้าแตกกลับมาเลยครับต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆกลัวคนอื่นเห็นและดูถูกว่า"กระจอก"แอบเอาไปหย่อนตู้บริจาค  แต่ศรัทธาหดจู๋ เลยใส่ไปแค่เหรียญเดียว    ไม่ทราบว่าภรรยาและเพื่อนที่ไปด้วยหย่อนไปเท่าไร    ท่านกรรมการวัดพระธรรมกายที่เคารพ ทำไม? หรือครับ คนจนไม่มีสิทธิ์ลงชื่อบริจาค ขอรับใบอนุโมทนาบัตรเป็นที่ระลึกเหมือนคนรวยหรืออย่างไร  แต่ก่อนไม่เป็นอย่างนี้นะครับ ทำบุญบาทเดียว ยังออกใบอนุโมทนาบัตรให้เลย  หากต้องการ หรือกาลเวลามันทำให้ท่านทั้งหลาย เลอะเลือน ลืมตัว หลงตัว  เลยมองข้ามหัวอกคนจน ๆ  ที่เคยร่วมบริจาคสร้างพระธรรมกายตั้งแต่สมัยอยู่วัดพุทธเมย์วูด กล่าวคือ ทั้งภรรยาและเพื่อนภรรยา   ต่างก็เคยทำบุญสร้างพระมาแล้วคนละหนึ่งองค์ สมัยก่อนองค์ละ ๔๐๐ เหรียญ ภรรยาผมเขาทำตั้งแต่สมัยยังไม่แต่งงานกับผม ถึงแม้เธอจะด้อยความรู้ทางโลก คือจบแค่ ป.๔ แต่เธอก็มีปัญญาครับ   ผมได้อธิบายเรื่องราวของธรรมกายให้เธอฟัง  ว่าผมไม่ศรัทธาพวกธรรมกาย เพราะเหตุใด   เธอถึงรู้ว่า "ธาตุแท้ของพวกนี้ คืออะไร"         ยิ่งมาเจอเหตุการณ์ดังที่เล่ามา เธอยังบอกเลยว่าจะไม่เหยียบวัดพระธรรมกายอีกต่อไป รวมทั้งเพื่อนเธอด้วย ยังมีเหตุการณ์ความเหลื่อมล้ำในด้านการทำบุญอีกมากมาย บางเรื่องก็เล่าไปแล้วในตอนต้น พอผมกลับมาแล้วพี่ชายผม    เขาเข้าไปถามกรรมการคนที่สนิทกัน  และเป็นโต้โผใหญ่ในนั้น    บอกว่า   " เอ ทำไมคนที่เป็นรองประธานได้นั่งเก้าอี้ และอยู่แถวหน้า ส่วนคนอื่น ๆ นั่งบนพื้นหญ้าและอยู่ข้างหลังคนที่นั่งบนเก้าอี้ " ท่านตอบว่าอย่างไรรู้ไหม  ท่านตอบว่า  "ก็ให้เกียรติคนที่เป็นรองประธาน" แหมเสียดายที่ผมไม่อยู่ด้วยไม่เช่นนั้นจะย้อนามกลับไปว่า"แล้วคนที่ไม่ได้เป็นรองประธาน ไม่มีเงินบริจาคมากมาย (๓,๒๐๐ เหรียญ)
ไม่ได้รับเกียรติบ้างหรือไร  พวกเขาไม่มีเกียรติใช่ไหม ?"  ถึงต้องนั่งพื้นหญ้า ต่ำต้อยติดดิน
 ๒. ที่ต้องกลับมาก่อนเพราะทนไม่ไหวกับคำโฆษณาชวนเชื่อ ของบรรดาหน้าม้าทั้งหลาย บนเวทีกลางแจ้ง โดยมีพิธีกร ชาย-หญิง เหมือนประกวดนางสาวไทยเลยครับ เรียกพวกหน้าม้าต่าง ๆ ขึ้นมาสัมภาษณ์สด บนเวที ขณะที่คนกำลังรับประทานอาหาร มีมากมายหลายรายด้วยกัน แต่ผมทนฟังได้เพียง ๒รายเท่านั้น ข้าวจุกคอ รีบอิ่ม เพื่อที่จะไปให้พ้น ๆ  มาดูรายแรกก่อน รายนี้เป็นหญิงวัยกลางคน อาชีพแม่ครัว ทำบุญสร้างพระมาแล้ว ไม่ต่ำกว่า ๑๐ องค์ และจะทำต่อไปเรื่อย ๆ โฆษกได้ป้อนคำถามให้ตอบหลายข้อ พอสรุปใจความได้ว่าแม้อาชีพแม่ครัว เงินเดือนจะน้อย แต่ก็ศรัทธาที่จะสร้างองค์พระ พอสร้างแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร อยากสร้างอีก     อธิษฐานขอให้เงินทองไหลมาเทมา แล้วก็มาจริง ๆ    จนสร้างได้หลายองค์อย่างที่เล่า แต่ทุกวันนี้ก็ยังทำครัว เป็นแม่ครัวอยู่ ได้เงินมาก็เอามาสร้างพระ เพราะสร้างแล้วรู้สึกเย็นกาย เย็นใจไปทั้งตัว " ขนาดผัดอยู่หน้าเตาไฟร้อน ๆ ยังเย็นชุ่มฉ่ำไปทั้งตัว "  ท่านผู้อ่านครับ ฟังผมเล่าถึงตอนนี้แล้ว ท่านรู้สึกว่า "เว่อร์" ไปไหม  มันจุดใต้ตำตอตรงที่ทั้งภรรยาผมและเพื่อนภรรยาต่างก็มีอาชีพ "แม่ครัว" เหมือนกัน และก็ทำบุญสร้างพระเช่นเดียวกัน เลยถามว่า  "นี่เธอ เวลาผัดหน้าเตาไฟร้อน ๆ แล้วเย็นกาย เย็นใจ อย่างที่คุณบนเวทีเขาบอกหรือเปล่า"     ภรรยาผมตอบว่าอย่างไรรู้ไหม "มีที่ไหนที่จะเย็นกาย เย็นใจ ร้อนฉิบหา... ซิไม่ว่า " (ภรรยาผมเธอเป็นอีสาวลูกทุ่ง เธอพูดสไตล์อย่างนี้    ท่านผู้อ่านอย่าถือสาเธอเลยนะครับ   เพราะเธอพูดจากใจจริง ไม่โกหก ตอแหล เหมือนคนบนเวทีหรอกครับ)     อ้อ...   ลืมไป      ผมยังถามเพื่อนภรรยาที่ไปด้วย         เพื่อความแน่ใจ พี่เขาตอบว่า "ร้อนซิ ไม่เคยเย็นดังว่าเลย"
 มาดูรายที่สองกันบ้าง รายนี้เป็นชายวัยกลางคนเช่นกัน  ขึ้นเวทีมาด้วยลักษณะโหงวเฮ้งที่ดูแล้วน่าจะเป็นพวก ๑๘ มงกุฎ เหมือนรายก่อน กินไปเงี่ยหูฟังไป ว่าไอ้หมอนี่ จะมาไม้ไหน  จะมีลีลาการโกหกตอหลด ตอแหล สู้รายแรกได้หรือไม่ คุณท่านให้สัมภาษณ์กรรมการบนเวที เอ๊ย โฆษกบนเวทีว่า ตนเองแต่แรกไม่ศรัทธาธรรมกายหรอก ใครมาบอกบุญให้สร้างพระ ก็ไม่เอาด้วย แต่ตอนหลังไปไปมามา ก็เลยสร้างดู ปรากฎว่าบังเกิดสิ่งที่ดีกับชีวิตมากมาย อาชีพการงานที่เคยตกต่ำ ก็เจริญรุ่งเรือง เจ้านายรักใคร่ให้ความสำคัญมากกว่าแต่ก่อน ผมฟังไม่นัดนะครับว่าอาชีพอะไร  ฟังแว่ว ๆ ว่าขับรถ แต่จะเป็นแมสเซนเจอร์  ส่งเอกสารอย่างผมหรือเปล่าไม่แน่ใจ รายนี้เขาบอกว่า นอกจากตัวเองจะสร้างพระแล้ว  ยังสมัครใจที่จะเป็นผู้นำบุญ ชักชวนคนอื่นทำบุญอีก   คนแรกที่ชวน คือเจ้านาย   ตอนไปชวนครั้งแรก ก็ไม่สนใจ พอชวนครั้งต่อไปเจ้านายตกลงสร้างพระ    แถมยังยอมปิดสำนักงานครึ่งวัน ไม่ทงไม่ทำมันแล้วงาน ฉิบหายช่างมัน ออกไปกับลูกน้องบอกบุญดีกว่า  ท่านผู้อ่านครับ พอมาถึงตอนนี้แล้ว ท่านลองให้คะแนนซิครับว่าทั้งสองพระหน่อนี้ ใคร "เว่อร์" กว่ากัน
 ไอ้รูปแบบต่าง ๆ ที่เล่ามานี้ ไม่ใช่มีเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น   พวกนี้จะทำกันเป็นระบบ มีแผนการดำเนินงานต่าง ๆ อย่างสอดคล้องต้องกัน การสัมภาษณ์ผู้ทำบุญ  ที่น่าเชื่อว่าจะเป็นหน้าม้านั้นก็ลอกเลียนแบบวิธีการมาจากงานบุญกฐินที่เมืองไทย "เหมือนกับปรากฎการณ์หลวงพ่อสด บนดวงอาทิตย์" อย่างไรอย่างนั้น  ปรากฎการณ์อภินิหารที่นำมาหลอกลวงคนจำนวนมากนี้ จะหลอกได้เฉพาะคนที่งมงาย ลุ่มหลงศรัทธาเท่านั้น ท่านผู้อ่านหลายท่านที่มีใจเป็นกลาง ยิ่งบางท่านมีภูมิรู้ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา ได้เคยเรียนรู้ศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรม ได้เคยฝึกหัดปฏิบัติธรรม   และได้พินิจพิจารณาธรรม (ปฎิเวธธรรม) ตามแนวทาง "มหาสติปัฎฐานสี่ "    ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือการพิจารณากาย(กายานุสสติ) พิจารณาเวทนา  (เวทนานุสสติ)  พิจารณาจิต(จิตตานุสสติ) และพิจารณาธรรม (ธรรมานุสสติ) มาบ้างแล้วก็คงจะเข้าใจหลักการแนวทางของพระพุทธศาสนาได้ดี  กว่าผู้ที่ไม่เคยได้ศึกษาได้ปฏิบัติ และพิจารณา ว่าแท้ที่จริงแล้ว  พุทธศาสนาของเราไม่ได้มุ่งเน้นที่วัตถุ  (การสร้างพระพุทธรูป เครื่องรางของขลัง ในสมัยพุทธกาลไม่มีแน่นอน)  แต่มุ่งเน้นที่จิตใจ ไม่ให้หลงติดใน "อัตตา" (ตัวตน ของตน) ไม่ให้เน้นที่ "อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์" แม้จะแสดงได้ก็ "ห้ามแสดง"  ถ้า ภิกษุสงฆ์ใดแสดงก็จะต้องอาบัติยิ่งอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน หรือ "อวดอุตริมนุสสธรรม" คือ "ทำไม่ได้" ก็แสดงกลหรือโม้โอ้อวด คุยโวว่า "ทำได้ " ถึงกับต้องอาบัติ "ปาราชิก" ขาดจากการเป็นพระภิกษุทันทีเลยครับ ไม่ต้องจับสึกให้เสียเวลา
 ดังนั้น ในสมัยที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ยังไม่ละสังขาร   จึงไม่มีการอวดอ้างหรือแสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฎิหาริย์ใด ๆ เวลาที่ท่านแสดงธรรม หรือเผยแพร่ธรรม ก็ไม่เคยหลุดปากออกมา หรือแสดงอะไรออกมาให้ดูเหมือนกับว่า ท่านบรรลุอภิญญา  แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ รู้อดีต (ระลึกชาติ) รู้อนาคต
หรือพูดอะไรในทำนองที่ว่า "ตนสามารถติดต่อกับเทวดาได้ แม้แต่ในนิมิต"    เหมือนพระผู้ใหญ่ในสำนักธรรมกาย หากไม่เชื่อ ท่านผู้อ่านลองหาวีดีโอเทปมาดู เอาเทปมาฟัง หาหนังสือ "ดวงแก้ว"  มาอ่าน หากท่านมีภูมิธรรมอยู่บ้างแล้ว จะเห็นอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ที่เป็นการ "บิดเบือนคำสอนในพระพุทธศาสนา" อวดอ้าง "อิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์"  ชนิดที่เรียกว่าเกือบจะ "ทุกฉบับ"  "ทุกม้วน" ทีเดียว
 ตอนนี้ผมมีหนังสือดวงแก้ว ฉบับงานกฐิน ๔๑ อยู่ในมือ ือเป็นฉบับล่าสุด    พอจะอ้างอิงสนับสนุนข้อเขียนได้ เพราะหากอ้างอิงฉบับอื่น บางท่านอาจจะหาไม่ได้ ทิ้งไปแล้ว  หรือพวกที่ไม่เคยอ่าน ก็ไม่อาจจะหามาดูได้ จึงขอยกตัวอย่างมาพอสังเขป ดังนี้
 เริ่มที่หน้า ๓ บทพระธรรมเทศนา ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ เรื่อง "การให้ทาน"   ทางผู้จัดทำอ้างว่า ได้มาจากพระธรรมเทศนาเรื่อง "สุขที่สัตว์ปรารนาจะพึงได้"  แสดงเอาไว้ที่ไหน ไม่บอก บอกแต่วันที่แสดงว่า ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๗ ดูจากวันที่แล้วก็อยู่ในช่วงก่อนที่หลวงพ่อจะมรณภาพประมาณ๕ ปี ผมเองไม่ทราบนะครับว่า เป็นพระธรรมเทศนาของท่านจริง ๆ หรือเปล่า ท่านอัดเทปเอาไว้หรืออย่างไร ในสมัยนั้น ถ้าจะมีการอัดเทปธรรมเทศนากันล่ะก็ "งานใหญ่" นะครับ สนนราคาเครื่องอัด เครื่องเล่นไม่ใช่ถูก ๆ และไม่ใช่ของแพร่หลายกันทุกบ้านด้วย ยังไม่รู้เหมือนกันว่า จะอัดเอาไว้ทำไม ? เอาล่ะ ถ้าไม่อัดแล้ว ผู้จัดทำเอาพระธรรมคำสอนมาจากไหน ? มีการบันทึกเอาไว้ หากบันทึกไว้จริง ผู้บันทึกเชื่อถือได้แค่ไหน ?  เพราะผมอ่านดูแล้ว ไม่น่าจะเป็นคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ  ผู้มากด้วยบารมีธรรม เขาว่าอย่างไร ทราบไหมครับ เนื้อหาตั้งแต่เริ่ม ก็ชวนเชื่อเลยครับ  ผมพอจะสรุปให้ฟัง ไม่อยากคัดลอกมาหมดเพราะเกรงจะเยิ่นเย้อ เอาไว้หากมีโอกาสเขียนภาคที่ ๒   ของลัทธิธรรมกาย บางทีผมอาจจะ  "ชำแหละ" คำสอนต่าง ๆ  ที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา       เป็นการแต่งขึ้นมาเพื่อมอมเมาประชาชนโดยเอาหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ บังหน้า หรืออ้างตำรา บาลี แล้วมั่วนิ่มภายหลังให้ได้อ่านกัน
 คำสอนพอจะสรุปว่า เป็นฆราวาส ผู้ครองเรือน ต้องหมั่นให้ทาน มีมากมีน้อย ก็ต้องให้ เพราะจะมีความสุขทั้งในภพนี้และภพหน้า แม้พระโพธิสัตว์ยังต้องให้ทาน เนื่องจากทานจะส่งผลให้ไปถึงสุขยิ่งใหญ่ไพศาล  ถ้าไม่ทำทาน จะมีสุขอันยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ได้   เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์โลก   ถ้าเป็นคนจนเสียแล้ว เราจะทำความดีให้เต็มส่วนเต็มที่ไม่ได้ เพราะว่าจะรักษาศีลก็รักษาไม่ได้   จะเจริญภาวนาก็เจริญไม่ไหว เพราะเป็นคนจนเสียแล้ว จะไม่รักษาศีลเจริญภาวนา   เพราะห่วงการงานต้องประกอบกิจการงานการงานเหนี่ยวรั้งไว้ ให้ไปทำการงาน จิตที่ยิ่งใหญ่ไพศาลในศีล ภาวนา ก็ทำไม่ได้
 เป็นไงครับท่าน หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ท่านเพี้ยน หรือ คนทำหนังสือวารสาร "เพี้ยน" กันแน่ มีอย่างที่ไหน สอนออกมาได้ว่า "เกิดเป็นคนจนทำความดีไม่ได้เต็มที่ ไม่สามารถรักษาศีล เจริญภาวนาได้โดยให้เหตุผลเรื่องของการงาน" อย่างนี้คนรวยก็คงจะไปมรรคผล นิพพานกันหมด เพราะมีเวลามารักษาศีล เจริญภาวนาอย่างนั้นซิ หลวงปู่หลวงพ่ออีกหลายคนท่านก็เกิดมาเป็นคนจน ทำไมท่านถึงได้บวชเรียนถือศีลเจริญภาวนาได้ บางท่านบรรลุมรรคผล นิพพานไปก็เยอะแยะ เช่น พระอาจารย์ต่าง ๆ ในสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นต้น แม้แต่คุณยายจันทร์ ขนนกยูง เอง     ก็เกิดมาเป็นคนจน ประวัติบอกว่า จนมากขนาดไปขอข้าวชาวบ้านเขากินซะหลายบ้านทีเดียว   ทำไมถึงมีโอกาสให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนามาจนแก่จะลงโลงอยู่แล้วล่ะครับ
 ท่านผู้อ่านครับ ทานในพระพุทธศาสนานั้น แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ  ๑.วัตถุทาน  การให้ปันสิ่งของ ปัจจัยสี่ แก่นักบวช หรือผู้ยากไร้ ตรงนี้ คนจนเงิน แต่ไม่จนน้ำใจ     ก็สามารถบริจาคทานได้และไม่ขัดต่อการงานอาชีพด้วย อย่างเช่นป้าคนหนึ่งที่หน้าวัดดีดวด ฝั่งธนบุรี  ละแวกบ้านผม แกขายข้าวแกงหาเช้ากินค่ำ ผมเห็นแกให้ทานด้วยการทำบุญใส่บาตรทุกวัน    วันละหลายองค์ด้วย ก็ข้าวแกงของแกนั่นแหละครับ    การให้วัตถุทานแก่คนทั่วไปโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง  ไม่จำเพาะเจาะจง จะมีอานิสงส์มากกว่าการให้โดยเฉพาะเจาะจง หรือมีอคติ เขาเรียกว่า"สังฆทาน" ครับ ตรงนี้ยังมีหลายท่านที่เข้าใจผิดคิดว่าการทำสังฆทาน ทำได้เฉพาะกับพระสงฆ์  เพราะดันไปแปลคำ"สังฆ"   ว่า พระสงฆ์ อันที่จริงคำว่า "สังฆ"  นั้นแปลว่า หมู่คณะ หรือส่วนรวม เช่น  สังฆกรรม แปลว่า การกระทำโดยคนส่วนรวม  ในทางพระพุทธศาสนา จะต้องมีพระอย่างน้อย ๔ รูป จึงจะทำสังฆกรรม เช่น รับสังฆทานได้ ๒. วิทยาทาน คือการให้ความรู้ แก่คนที่ด้อยความรู้ สอนคนไม่รู้ ให้รู้  ทำไมครับ    คนจนที่มีความรู้ในด้านศิลปวิทยาการต่าง ๆจะทำทานตรงนี้ไม่ได้หรือ ถึงจนเงินแต่ไม่จนปัญญานะครับ ในข้อนี้หากเป็นความรู้ในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมคำสอนแล้ว เขาเรียกว่า "ธรรมทาน"    เป็นการให้ที่มีอานิสงส์มากกว่าการให้ใด ๆ ในโลกคนจนที่มีภูมิธรรมสูง ๆ     เข้าใจในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างลึกซึ้งแท้จริง ทำไมจะบำเพ็ญธรรมทานไม่ได้ ๓. อภัยทาน คือ การไม่ถือสาหาความเมื่อเราได้รับความเดือดร้อน หรือทุกข์ใจจากผู้อื่น เป็นการอโหสิกรรม   ไม่ผูกพยาบาท จองเวร ตรงนี้ก็เช่นกัน ทำไมคนจนถึงทำทานตรงนี้ไม่ได้ อาจจะทำได้ดีกว่าคนรวยเสียอีกด้วย เพราะไอ้พวกเจ้าพ่อ เจ้าแม่ทั้งหลาย   (มีนะครับ เจ้าแม่อุบล ที่ตกเป็นผู้ต้องหาจ้างวานฆ่า คุณแสงชัย สุนทรวัฒน์ ผอ.อ.ส.ม.ท. ไง)   เวลามันโกรธแค้นใคร   หรือใครไปขัดผลประโยชน์มันเข้าล่ะก็ มันจ้างมือปืนมายิงเอาง่าย ๆ   เขียนมาถึงตอนนี้ผู้เขียนเองก็มีสิทธิเป็น "ไข้โป้ง"   ได้เหมือนกัน เพราะบทความนี้อาจจะขัดผลประโยชน์ของพวกธรรมกายอย่างร้ายแรง ไม่เป็นไรครับ หากเป็นอะไรไปก็ถือเสียว่า"ได้สละชีวิตเพื่อรักษาธรรมะ" ก็แล้วกัน ขอ อโหสิกัมมัง ภะวันตุ เต ไว้ ณ ที่นี้เลย
 หน้าถัดไปของหนังสือเล่มนี้ หน้า ๔ เป็น  บทโอวาทของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือท่านธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ปทุมธานี ในหัวข้อ "มหาธรรมกาย....ปูชนีย์แห่งมหาปีติ" ขึ้นต้นก็เชิญชวนให้สร้างมหาเจดีย์ ด้วยการอ้างอิงเจดีย์ ๔ ในพระพุทธศาสนา ให้คนเห็นความสำคัญ และศรัทธาที่จะร่วมสร้าง แล้วต่อด้วยคำสอน คำโฆษณาชวนเชื่อ ชนิดที่ผมฟังแล้ว "คลื่นเหียนเป็นกำลัง" ท่านว่าของท่านดังนี้ " บุคคลใดได้มาเห็นมหาธรรมกายเจดีย์นี้   จิตใจเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น ที่เคยทำความชั่ว ก็จะละความชั่ว  ที่ทำความดีแล้ว ก็จะทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เหมือนนกที่บินผ่านภูเขาทอง ย่อมทำให้ปีกและขนของนกนั้น พลอยเป็นสีทองไปด้วยเช่นเดียวกัน "     มหัศจรรย์จริง ๆ นะครับท่านผู้อ่านแค่เอาคนเลวทรามต่ำช้า มาเห็นเจดีย์ ได้เข้าไปเห็นพระนับล้านองค์ในเจดีย์เท่านั้น   จากคนชั่วกลับกลายเป็นคนดีในชั่วพริบตา เหมือนนกบินผ่านภูเขาทอง ขนเลยกลายเป็นสีทอง ถ้าเป็นจริงดังว่า  ลองเอาพวกนักการเมือง พวกเขี้ยวลากดิน ชนิดกินบ้านกินเมืองเข้าไปเป็นชุดแรกนะครับ  ประเทศชาติเจริญแน่ สาธุ
 ยังมีคำสอนที่น่าทุเรศอีกในหน้าถัดไป อันนี้เป็น "คำสอนของยาย" ก็คือ คุณยายจันทร์ ขนนกยูงผู้มีบทบาทในการก่อตั้งวัดพระธรรมกายนั่นเอง  ในหัวข้อที่ว่า  "จะชวนคนไปสวรรค๋ ก็ต้องเชิญมาวัด" เป็นคำสอนของยายที่เป็นเพียง "อุบาสิกา" ถือศีลอย่างสูงสุดได้แค่ ๘ ข้อ   แต่ดันไปสอนพระภิกษุซึ่งถือศีลตามพุทธบัญญัติ ๒๒๗  ข้อ และพระก็ยอมให้สอน แถมเชื่อฟังอีกต่างหาก เขาว่าอย่างไร จะขอคัดมาให้อ่านทั้งหมดเลย จะได้เห็นที่มาของคำสอน และความเพี้ยนของคุณยายคนนี้ด้วย เชิญอ่านครับ



โฉมหน้า "ยายจันทร์" ประธานกรรมการงานบุญแบบ "ผูกขาด" ทุกงาน


 " เราจะชวนเขาไปสวรรค์   เราก็ต้องชวนมาวัด  นี่เขาชวนเราออกไปข้างนอก    ให้เขาฉุดเราลงคลองนี่  เมื่อตอนสมัยยายอยู่วัดปากน้ำ ยายก็ต้องออกไปกินข้าวบ้านโน้นบ้านนี้  หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเตือนยายว่า "ลูกจันทร์ กินข้าวพ่อคนเดียว เป็นหนี้บุญคุณพ่อคนเดียวไม่พอหรือ ทำไมต้องไปกินข้าวชาวบ้าน "   ตั้งแต่นั้นมา ยายเลิกไปกินข้าวบ้านคนอื่น  พระที่วัดก็เหมือนกัน เมื่อจะรับนิมนต์นอกวัด  ยายก็บอกว่า "ท่านบวชเป็นพระแล้ว ทำไมไม่ชวนคนเข้าวัด  จะออกนอกวัดทำไม  ถ้าคนเขาศรัทธา เขาก็จะเอามาถวาย  แต่ถ้าเราออกไปข้างนอก คนเขาจะเอามาวายที่วัดทำไมกัน "  ๑๐ มกราคน ๒๕๒๔
 เป็นไงครับ รู้สึกทุเรศตามผมบ้างไหมครับ  แค่คำเตือนของหลวงพ่อที่ปรารถนาดีกับคุณยาย ซี่งถือศีลอยู่ในวัดปากน้ำ ไม่ให้ออกไปกินข้าวบ้านคนอื่น  เพราะหลวงพ่อกลัวจะเสียภาพพจน์ กลัวว่าใครเขาจะตำหนิหลวงพ่อว่า  ที่วัดก็มีโรงทาน  เลี้ยงพระเลี้ยงเณร แม่ชีผู้ถือศีลปฎิบัติธรรม    แล้วไม่พอกินหรืออย่างไร จึงเร่รอนเหมือนคนอดอยากไปขอกินข้าวบ้านคนอื่น   แต่คุณยายจันทร์   ก็แปลความหมายของหลวงพ่อ ว่า  "พระ เณร หรือผู้อาศัยวัดอยู่ ไม่ควรออกไปนอกวัด ไม่ควรรับกิจนิมนต์ฉันอาหารนอกวัด" ซึ่งเป็นคำสอนที่ผิดอย่างมาก ผิดหลักการทางพระพุทธศาสนาและประเพณีที่สืบทอดกันมา   เพราะหน้าที่ข้อแรกของพระสงฆ์ ๑ ใน ๔ กรณียกิจที่สงฆ์ต้องทำก็คือ    "การบิณฑบาตรเลี้ยงชีพ" ต้องออกไปโปรดสัตว์ ไม่ใช่รอให้ "สัตว์มาโปรด" ถึงวัด และการขัดนิมนต์ไม่รับ "กิจนิมนต์"     ไปนอกวัด ไม่ว่าจะงานบุญงานประเพณีต่าง ๆ โกนผมไฟ  ขึ้นบ้านใหม่ ของพระ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นสิ่งที่พระทั่วไปรู้และเข้าใจดีว่า เป็นเรื่องที่ควรสงเคราะห์  ตอบแทนข้าวแดงแกงร้อนของพุทธศาสนิกชน ชาวบ้านที่ให้ข้าวพระกิน  ถ้าพระทุกวัด ทุกรูป ในสมัยก่อน คิดอย่างคุณยาย และเชื่อตามที่คุณยายสอน    ป่านนี้พระพุทธศาสนาของเราคงจะไม่เจริญรุ่งเรือง ตกทอดมาจนทุกวันนี้ คงสูญพันธุ์ไปนานแล้วล่ะยาย   นี่ล่ะครับเป็นสาเหตุที่พระในวัดพระธรรมกาย ไม่ว่าจะที่ไหน  จะไม่รับกิจนิมนต์ไปฉันอาหารนอกวัด   เพราะต้องเชื่อฟังคำสอนของยาย ไม่งั้นก็ร่วมขบวนการกันไม่ได้ เพราะยายเป็น"ขาใหญ่"  ในการสร้างวัดพระธรรมกายครับ
 ที่นี้มาลองอ่านโอวาทพิเศษของท่านธัมมชโย หรือ "พระราชภาวนาวิสุทธิ์"      เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ปทุมธานี หรือประมุขแห่ง "ลัทธิธรรมกาย"   ซึ่งลงตีพิมพ์ในวารสารดวงแก้วฉบับเดียวกัน ในหน้าที่  ๑๒ - ๑๓ กันบ้าง ในเรื่องของ "พระมหาสิริราชธาตุ" หากท่านมองไม่เห็นความวิเศษเลิศเลอแห่ง
"วัตถุมงคล" ดังกล่าว ท่านก็จะเห็นความเพ้อเจ้อ หรือเล่ห์เหลี่ยมในด้าน   "พุทธพาณิชย์ " ที่โมษณาชวนเชื่อชนิดที่เรียกว่า น่าจะอยู่ในข่ายความผิดแห่งข้อบังคับของมหาเถรสมาคม ที่ห้ามวัดต่าง ๆ โฆษณาชวน
เชื่อ อวดแสดงคุณวิเศษ หรืออิทธิฤทธิ์ ปาฎิหาริย์ในวัตถุมงคล หรือพระเครื่องที่จัดสร้าง    ซึ่งข้อบังคับต่าง ๆ ดังว่า เพิ่งออกมาบังคับเมื่อสัก ๒ หรือ ๓ ปีที่ผ่านมานี้เอง   เขาว่าอย่างไร ลองอ่านบางตอนที่คัดลอกลงมาให้อ่านนะครับ
 "หลวงพ่อมีของสิ่งหนึ่งเป็นของขวัญที่ศักดิ์สิทธิ์มาก คือ มหาสิริราชธาตุ   แกะเป็นรูปพระธรรมกายสวยงามมากทีเดียว เป็นสิ่งที่หาได้ยาก ของสิ่งเดียวแต่มีธาตุทั้งสามประชุมกันอยู่คือ พญาเหล็กเพชรดำ ที่หลวงพ่อเรียกพญาเหล็กเพชรดำ    ก็เพราะว่ามีธาตุเหล็กอันบริสุทธิ์ ที่แปลกอยู่น่าอัศจรรย์ เคยเอาไปแช่น้ำทะเลแล้วไม่เป็นสนิม ใสเป็นเงาทีเดียว หลวงพ่อเคยเห็นเพชรดำแล้ว เคยนำมาเทียบกันสีเหมือน เพชรดำเลย  เพชรดำเป็นเพชรที่เขาว่าแข็งกว่าเพชรสีขาวคือถ้าเอามากระทบกันแล้ว เพชรดำจะกินเพชรขาว ผู้รู้เขาว่าอย่างนั้น"
 ท่านผู้อ่านที่เคารพ หากท่านอ่านโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาแล้ว ก็คงจะเคลิ้มไปกับท่านเป็นแน่ แต่ถ้าหากท่านใช้วิจารณญาณแล้ว เคยศึกษาวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับ "ธาตุ" มาบ้างแล้ว ท่านก็จะทราบได้ทันทีว่า ธาตุ "พญาเหล็กเพชรดำ" ไม่มีในโลกแน่ นอกเสียจากเป็นสารประกอบเท่านั้น  หากใครเคยเรียนเรื่องธาตุสารประกอบ และของผสม ในทางวิทยาศาสตร์คงจะเข้าใจมากขึ้น    เพราะเหล็กก็คือเหล็ก เป็นโลหะธาตุที่มีความแข็ง ส่วนเพชรนั้นเป็น"อโลหะ" หรือ " ถ่านขาว"  ที่ใสบริสุทธิ์ เมื่อเจียรไนให้เป็นรูปผลึก ๘
เหลี่ยมแล้ว จะสะท้อนแสงแวววาว นำมาเป็นเครื่องประดับที่มีค่า ราคาแพง เพชรแม้จะเป็น "อโลหะ" แต่ก็มีความแข็งมากกว่า "เหล็ก" และ โลหะธาตุทั้งหลาย การที่จะเอาธาตุเหล็กมาผสมกับธาตุถ่านหรือ คาร์บอนนั้น ในทางวิทยาศาสตร์ ก็น่าจะทำได้ แต่ไม่ใช่เพชรแน่ ถ้าในทางธรรมชาติ ผมนึกไปถึง "ถ่านหินลิกไนต์"   ซึ่งมีความแข็ง เป็นเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานความร้อนสูง ถ้าเป็นดังว่า   พญาเหล็กเพชรดำของท่านก็คือถ่านหินลิกไนต์นั่นเอง ไม่น่าจะมีคุณวิเศษตรงไหน   แถมท่านยังเรียกเสียอย่างดีว่า "เพชรดำ" หากนำมากระทบกับเพชรขาวแล้ว แข็งกว่าเพชรขาวเสียอีกแน่ะ หากมีของจริงลองนำมาพิสูจน์ต่อสาธารณชนสักหน่อยเป็นไร
 มาดูท่านว่าต่อไป ท่านว่า " พญาเหล็กเพชรดำนี้ ใสเป็นเงาทีเดียว แม่เหล็กดูดติดได้ "  แสดงว่าพระทุกองค์แม่เหล็กดูดติดได้  ดังนั้นไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่า พระทุกองค์จะไม่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนผสมหากใครมีความรู้ทางด้านแร่ธาตุ หรือธรณีวิทยาแล้ว   ช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับว่า ่านหินลิกไนต์ที่ผมสงสัยว่าจะเป็นส่วนผสมในองค์พระ แม่เหล็กดูดได้หรือเปล่า  อีกธาตุหนึ่งก็คือ  " คำแก้วมณี "   มีสีเหมือนทอง เคยมีท่านหนึ่ง (ไม่ทราบว่าชื่อเรียงเสียงไร -ผู้เขียน)     เอาไปให้กรมทรัพยากรธรณีเอาไปพิสูจน์ปรากฎว่าเฉพาะชิ้นส่วนนั้น มีแร่ทองคำอยู่  แต่ก็ไม่ยืนยันว่ามีทุกชิ้น แต่ชิ้นนั้นมีก็เป็นสิ่งที่แปลก ที่เรียกว่าคำแก้วมณีเพราะว่า สีเหมือนทองคำที่สุกใสมองทะลุได้   ปกติทองคำแม้เราจะตีให้บางยิ่งกว่ากระดาษทิชชู่ลอกออก ๑๖ ชั้นเป็นทองเปลว เรายังมองไม่ผ่าน แสงไม่ทะลุ   แต่ว่าคำแก้วมณีนี่ แสงทะลุมองตามแสงเข้าไปถึงข้างในได้ "
 ท่าจะเป็นธาตุกายสิทธิ์อย่างท่านว่า เพราะผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ชอบสะสม ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเครื่องรางของขลังมานานถึง ๒๐ ปี ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังสิ่งมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้     หากท่านนึกภาพไม่ออกว่าสิ่งที่ท่านพูดถึงนั้น คืออะไร ก็จะบอกให้ทราบ ท่านหมายถึง "แก้ว" ครับ แต่มีสีเหมือนทองก็สีเหลืองน่ะแหละ ทำให้ผมนึกไปึง "บุษราคัม"  หนึ่งในแก้วนพเก้า ที่มีสีเหลืองเหมือนทอง    ที่สำคัญท่านอ้างว่ามีบุรุษนิรนาม เคยเอาไปให้กรมทรัพยากรธรณีพิสูจน์  ปรากฎว่ามี "สายแร่ทองคำ" ในบางชิ้น
เอาไว้หากมีท่านใด ใจถึง เอาพระมหาสิริราชธาตุ     ซึ่งราคาขั้นต่ำ ๓๐๐ เหรียญ สูงสุดเป็นรองประธานองค์ละ ๘๐๐ เหรียญ (ทำสี่องค์ ๓,๒๐๐ เหรียญ) ส่งไปให้กรมทรัพยากรธรณีพิสูจน์ แยกธาตุ สารประกอบในองค์พระล่ะก็ คงได้รู้ความจริงกันล่ะครับ ว่าท่านธัมมชโย "ชัวร์ " หรือ "มั่วนิ่ม" กันแน่
 มาดูธาตุกายสิทธิ์ ธาตุที่สามกันบ้าง ท่านเรียกว่า "สิทธิธาตุ สีออกแดงเรื่อ ๆ "   เหมือนอาทิตย์อัสดงหรือเหมือนตอนอรุโณทัยอาทิตย์ขึ้น สีนั้นออกแดงเรื่อ ๆ สวยงามมากทีเดียว  ท่านบอกให้ทราบแต่เพียงเท่านี้สำหรับส่วนผสมสุดท้ายในองค์พระ ผมอ่านทบทวนหลายต่อหลายครั้ง ยังนึกไม่ออกเลยครับว่าสิ่งที่ท่านหมายถึง  "มันคืออะไร" หรืออะไรก็ตามหากมี "สีแดงเรื่อ ๆ " แล้วล่ะก็ หมายความถึง "สิทธิธาตุ"
เป็นอันว่าเป็นธาตุปริศนาให้ทุกท่านส่งคำตอบมาให้ผมจะดีไหม ? ใครตอบได้ว่า    ไอ้สีแดงเรื่อ ๆ ที่อยู่ในองค์พระดังท่านว่า "มันคืออะไร ? " บางคนอาจจะตอบว่า น้ำพริกแกงแดง,   บางคนอาจจะตอบว่า "เนื้อส้มเขียวหวาน" ฯลฯ เรียกว่า ตอบตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมเลย เพราะมีสีแดงเรื่อๆ เหมือนสีส้มของดวงอาทิตย์
เอาล่ะ จะตอบอย่างไรไม่ว่า แต่ขอให้เข้าเค้าหน่อยก็แล้วกัน ส่งคำตอบมาที่ผมโดยตรง   "B. Corhiran1430 Gordon St.# 1, LA., CA 90028 " ผมมีรางวัลให้ มาดูท่านโม้ต่อไปดีกว่า
 ท่านว่า "ธาตุทั้ง ๓ นั้น มาประชุมรวมกัน ธาตุพญาเหล็กเพชรดำให้ความแข็งแกร่ง  เอาชนะอุปสรรคทั้งหลายทั้งมวลได้  ธาตุทองนั้น ให้เกี่ยวกับทรัพย์ ดึงดูดทรัพย์  ให้ความสง่าผ่าเผย ความบริสุทธิ์แห่งการประพฤติธรรม เพราะสีทองเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์     เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและดึงดูดมหาสมบัติทั้งหลาย ส่วน สิทธิธาตุ สีแดงเรื่อ ๆ  เหมือนอาทิตย์อัสดงนั้น  ให้ความสำเร็จอันพึงปรารถนา จะปรารถนาอะไรก็สำเร็จในสิ่งนั้น สามธาตุมารวมกันเป็นมหาสิริราชธาตุ เป็นอัศจรรย์อย่างยิ่ง  มหาสิริราชธาตุ แปลว่า "ราชาแห่งธาตุ เป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์อันมหาศาล หมายถึงว่า ทรัพย์ทั้งหลายจะเป็นโลกียทรัพย์ก็ดี อริยทรัพย์ก็ดี เมื่อมาแล้วจะมาอยู่นิ่ง ไม่ผ่านเลยไป "
 ข้อความข้างต้นนี้ จะบอกถึงคุณสมบัติของพระมหาสิริราชธาตุ  ชนิดที่คนได้ฟังแล้ว อยากได้ขึ้นมาทันที จะบริจาคเท่าไรไม่อั้น ขอให้ได้มาก็แล้วกัน คิดดูซิ ของวิเศษปานนี้ หาได้ง่าย ๆ ที่ไหนกัน  ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่มีคนโง่ถึง ๙๑ คน หรือมากกว่านั้น สมัครใจเป็นรองประธานกฐิน ๔๑ ได้พระไปคนละ๔ องค์ ตกองค์ละ ๘๐๐ เหรียญ คือบริจาคถึง ๓,๒๐๐ เหรียญสหรัฐ    แต่หลังจากกฐินผ่านไปเพียง ๑วัน พระดังกล่าวให้บูชาเพียงองค์ละ ๓๐๐ เหรียญ เท่านั้นเองครับ (ตรงนี้ผมยังไม่ทราบนะครับว่า ทำไมราคาถึงต่างกัน เลี่ยมต่างกัน หรือส่วนผสมในองค์พระต่างกัน เอาไว้สืบข่าวมาได้  จะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป)  มาอ่านกันต่อไปดีกว่า ว่าท่านว่าไว้อย่างไรอีก ท่านว่าดังนี้
 "เมื่อได้มหาสิริราชธาตุมาแล้ว ก็นำมาแกะเป็นพระธรรมกาย จำลองแบบมาจากข้างใน สวยงามมากทีเดียว มหาสิริราชธาตุนี้มีอายุยาวนานหลายล้านปีทีเดียว อย่างน้อยก็ ๒๐๐ ล้านปีขึ้นไป เทวดาเก็บรักษาเอาไว้ เมื่อถึงขีด ถึงคราวผู้มีบุญได้สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ จึงได้สิ่งนี้มา แล้วก็อัญเชิญมา เมื่อประกอบเป็นพระธรรมกายประจำตัวแล้ว ก็ได้ไปอาราธนาพระธรรมกายพระพุทธเจ้า   ส่งผังสำเร็จดลบันดาลให้ผู้ที่ได้สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ เป็นผู้มีสมบัติจักรพรรดิ ติดไปในภพเบื้องหน้า ความอดอยากยากจนทุกข์ยากลำบาก เป็นหนี้เป็นสิน จะได้หมดสิ้นกันไป จะมีแต่เหลือกินเหลือใช้  เหลือสร้างบารมี ไปทุกภพทุกชาติ จนกระทั่งึงที่สุดแห่งธรรม "
 เอ้า ของดี เทวดาเก็บรักษาเอาไว้   ใครมีบุญรีบไปสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ขอรับมาซะนะ จะได้ไม่ลำบากยากจน หมดหนี้หมดสินเหลือกินเหลือใช้ แต่เท่าที่ผมทราบมาว่า ขณะนี้ผู้ที่เป็นรองประธานกฐินอย่างน้อยก็ป้าคนหนึ่งอายุประมาณ ๖๐ ปีในแคลิฟอร์เนียเป็นช่างเย็บผ้าอยู่กับบ้าน อยากได้พระที่ว่ายอมลงชื่อเป็นรองประธาน ยังต้องผ่อนหน้าดำหน้าแดงอีกนาน นอกเสียจากมีเหยื่อมาให้ "ฟัน" บ่อย ๆ อย่างสุภาพสตรีรายหนึ่ง    ป้าแกเจอที่วัดโดยบังเอิญ คุยไปคุยมาบอกว่าเป็นช่างตัดเสื้อฝีมือดี เข้าวัดฝึกสมาธิแบบธรรมกายมานานึง ๑๔ ปี   เธอผู้นั้นฟังแล้วเห็นว่าป้าเป็นคนดีท่าทางใจดี ก็เลยออกปากให้ช่วยตัดชุดถุงขาว เสื้อขาว ปักลูกไม้ ไว้สำหรับใส่มางานกฐิน      ก็พาป้าไปซื้อผ้ามาตัด เพราะป้าขับรถเองไม่เป็น ภาษาไม่ได้  แต่แรกไม่ได้ตกลงราคากันก่อน เพราะเห็นว่าเป็น "กัลยาณมิตร" ด้วยกัน   ราคาพอจะตกลงกันได้อย่างมากไม่น่าจะเกิน ๕๐ เหรียญ พอชุดเสร็จนัดไปเอา ถามราคา เธอฟังแล้วแทบจะลมใส่  เพราะป้าแกคิดค่าตัดเย็บ เป็นค่าบริการถึง ๒๐๐ เหรียญ พยายามต่อรองลงมา ป้าก็ไม่ยอม   อ้างว่าระดับฝีมืออาจารย์มันต้องแพงหน่อย ก็เลยต้องจำใจจ่าย เธอบอกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีคนพรรค์นี้ในวัดธรรมกาย
 ยังครับ บทโอวาทพิเศษเรื่องนี้ยัง "โม้" ไม่หมดตอนแรกกะว่าจะตัดตอนมาบางส่วนเขียนไปเขียนมาเห็นว่า ถ้าตัดออกจะทำให้เสีย "อรรถรส"  เลยขอนำมาลงทั้งหมดเลย ท่านว่าของท่านต่อไปดังนี้
 "เพราะฉะนั้นพระมหาสิริราชธาตุ จึงแตกต่างจากการสร้างพระทั้งหลายทั่ว ๆ ไป เพราะสร้างโดยธรรม ประกอบไปด้วยธรรมล้วน ๆ ประกอบไปด้วยความบริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วก็ความบริสุทธิ์ล้วน ๆ นี่เองทำให้มีอานุภาพ อานุภาพที่ไม่มีประมาณ อานุภาพจึงปรากฎเกิดขึ้นแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของกับผู้ที่มีความเคารพ
เลื่อมใสในพระมหาสิริราชธาตุ  ยิ่งนึกถึงท่านให้ได้ตลอดเวลา ตั้งความปรารถนาเอาไว้เรื่อย ๆ ซ้ำ ๆ ด้วยความมั่นใจ มีศรัทธาเลื่อมใส ยิ่งผูกสมัครรักใคร่ท่าน (คำนี้น่าจะเป็นคำที่ใช้กับชายหนุ่ม -หญิงสาว ไม่น่านำมาใช้กับรูปองค์พระ -ผู้เขียน) หนักเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับท่าน  หนักเข้าก็ยิ่งมีอานุภาพเพิ่มขึ้น ยิ่งเราตั้งความปรารถนาถี่ ๆ บ่อย ๆ ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนเจ็บคนป่วยคนไข้ ทุกข์โศกโรคภัยต่าง ๆ ก็จะได้เห็นผลเป็นอัศจรรย์  ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ก็จะถูกดูดทรัพย์เข้ามา เพราะฉะนั้นต้องยิ่งผูกสมัครรักใคร่ท่านให้หนักเข้าไปเรื่อย ๆ ความอัศจรรย์ก็จะบังเกิดขึ้นแก่เรา "
 เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละครับ ว่า  หากเราผูกสมัครรักใคร่องค์พระให้หนักเข้าไปเรื่อย ๆ เอาชนิดที่ว่า "หลง" จนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นแล้วยิ่งดี จะบังเกิดความอัศจรรย์ขึ้น ไม่ว่าจะปรารถนาอะไร เป็นต้องได้ โรคภัยไข้เจ็บก็จะรักษาให้หายขาดได้ แขวนท่านแล้วหากเป็นจริงอย่างคำโฆษณา โม้  โอ้อวดแล้วล่ะก็เจ็บไข้ คงไม่ต้องไปหาหมอ โรงพยาบาลคงเจ๊งเป็นแถว ๆ ทุกคนคงเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีกันหมด เพราะพระองค์นี้ "ดูดทรัพย์"ได้ ท่านว่าทรัพย์ใดผ่านเข้ามา จะต้องนอนนิ่งสนิทอยู่แทบเท้าท่าน  หากแขวนเข้าไปในร้านเพชรร้านทอง แล้วท่านปรารถนาอยากได้เพชรทองเต็มตู้ที่อยู่เบื้องหน้า ตั้งอธิษฐานบ่อย ๆ เข้าบางทีเพชรทองอาจถูกดูดเข้ามาหาท่านสักวัน  แต่ต้องให้ดูดเข้ามาเองจริง ๆ นะ  อย่าหลงละเมอ เพ้อเจ้อถึงขนาดเข้าไป ปล้นร้าน   เข้าให้ มีหวัง    ไม่ถูกยิงตาย    ก็ติดตะรางหัวโต



ธัมมชโย เขาล่ะ มาในมาด "ผู้ใหญ่ลี" ที่ไม่กลัวฝนจะตกพรำ


 ไหน ๆ ก็กล่าวถึงเจ้าสำนัก "ธัมมชโย" แล้ว ก็จะว่ากันให้ถึง "กี๋น" ทีเดียว  หากใครเคยเป็นภาพของท่านในขณะแสดงธรรมต่อคนจำนวนมาก เรือนหมื่นเรือนแสน   หรือไม่ว่าภาพของท่านจะอยู่ในเวลาใด จะสังเกตเห็นท่าน "สวมแว่นตาดำสนิท" มองไม่เห็นดวงตาหลังกรอบแว่น อยู่อย่างสม่ำเสมอ หากจะมีการถอดออก ก็ต้องเห็นในขณะท่าน "หลับตา"  ไม่เคยมีผู้หนึ่งผู้ใดแม้แต่คนเดียวที่เคยเห็นดวงตา หรือแววตาของท่านว่าเป็นอย่างไร มีคนเคยสงสัยในข้อนี้ อดรนทนไม่ได้ เคยถามท่านว่า ทำไมท่านถึงต้องใส่แว่นตาดำกันแดด ตลอดเวลา ดวงตาท่านผิดปกติ ตาเข ตาเหล่   หรือสายตาท่านโดนแสงแดดไม่ได้ เอ๊ะแต่ตอนกลางคืนก็เห็นท่านใส่นี่ มันเป็นอย่างไรขอรับท่าน ?
 พอท่านได้รับปุจฉา ก็เลยวิสัชนาออกมาว่า "เรื่องนั้นนะโยม เป็นความปรารถนาดีของหลวงพ่อที่มีต่อญาติโยมทั้งหลาย หากหลวงพ่อถอดแว่นตา แล้วใช้สายตามองญาติโยมแล้วไซร้  ก็จะทำให้ญาติโยมทั้งหลายตกตะลึงจังงัง ทำอะไรไม่ถูกไปตาม ๆ กัน ที่จิตอ่อนไหวง่าย อาจพ่ายต่อตบะเดชะของหลวงพ่อที่บำเพ็ญมานาน อาจพิกลพิการ เป็นบ้าใบ้ วิกลจริต  จิตแตกซ่านไปเลย ต้องขออภัยญาติโยมมา ณ  ที่นี้" คำตอบหลวงพ่ออาจจะไม่ถูกต้องตามนี้ทั้งหมด แต่ท่านตอบญาติโยมไปในทำนองนี้
 โอ้ โห หลวงพ่อที่เคารพ อะไรจะปานนั้น ผมไม่เคยได้ยินพระองค์ใดเอ่ยอ้างอิทธิฤทธิ์ขนาดนี้ มาก่อนเลยนะครับ มันไม่เว่อร์ไปหน่อยหรือ ?  ท่านพูดคล้าย ๆ   กับเทพผู้ยิ่งใหญ่ในสรวงสวรรค์ ตามลัทธิ"ฮินดู" หรือ "พราหมณ์" คือองค์ พระอิศวร  หรือ  พระศิวะ ที่มีตาสามตา  ตาบน หรือตาที่สามที่อยู่ตรงกลางหน้าผาก  ต้องหลับเอาไว้ตลอดเวลา หากเผลอลืมตามาวันใด  โลกทั้งโลก สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล จะผูกเผาไหม้กลายเป็นจุฬ หากคำอวดอ้างของหลวงพ่อเป็นจริง  ผมจะขออาสาจ้องมองตาหลวงพ่อเป็นคนแรก หากผมบ้าใบ้ วิกลจริต หรือต้องตบะเดชะหลวงพ่อจนตกใจตายล่ะก็ "หลวงพ่อดังไป ๓ โลก"เชียวครับ แต่หลวงพ่อคงไม่กล้าให้ใครท้าพิสูจน์ เพราะหลวงพ่อคงจะให้เหตุผลว่า "ฆ่าสัตว์มันบาป ยิ่งฆ่ามนุษย์ด้วยแล้ว ถึงกับต้องอาบัติปาราชิก" อย่าพิสูจน์เลยนะโยม หากจะจับผิด หรือจับโกหกหลวงพ่อ มีที่จับเยอะแยะไป เออ จริงสินะ แค่เอาพระมหาสิริราชธาตุส่งไปให้กรมทรัพยากรธรณีพิสูจน์   แล้วไม่มีส่วนผสมดังที่โฆษณาเอาไว้ หลวงพ่อก็ตกม้าตายแล้ว  (เรื่องการสวมแว่นกันแดดนี้  ต่อมาระยะหลัง ๆ สีของแว่นที่ดำสนิท ค่อยจางลงบ้างในบางครั้ง แต่ก็มักหลับตาพูดเสมอ เลยไม่เห็นแววตาสักที)
 ผมเคยนำเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยสวมแว่นตาดำ   คุยกับเพื่อน ๆ และผู้ที่เคารพนับถือ ทุกคนต่างออกความเห็นว่า การที่คนสวมแว่นตาดำ ปิดบังซ่อนเร้นสายตา แววตา   ตลอดเวลานั้น หากไม่ใช่เพราะความอับอายต่อความผิดปกติของดวงตาแล้ว ก็เหลืออีกเหตุผลเดียวที่พอฟังได้ ก็คือ    ผู้นั้นเป็นคนที่ไม่จริงใจต่อทุกคน  มักปลิ้นปล้อน หลอกลวง ตลบแตลงไปตามเรื่อง   ชนิดที่เรียกว่าใครก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเพราะโบราณท่านว่า "ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ"  สายตาคนเราสามารถสื่ออารมณ์และความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ ยิ่งสังเกตพฤติกรรม การพูดจา การแสดงออกต่าง ๆ ของท่านแล้ว ก็ชักจะเข้าเค้าตามที่เพื่อน ๆ และหลายคนเขาวิเคราะห์วิจารณ์กัน หรือท่านว่าไม่จริง
กลับไปที่หัวข้อเรื่อง


๖. ลัทธิธรรมกาย เป็นลัทธิที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ "งกเงิน" ไม่เอาใครมุ่งแต่ประโยชน์ตน ไม่มุ่งประโยชน์ท่าน ขบวนการบอกบุญที่ตั้งชื่อซะหรูว่า "ผู้นำบุญ" นั้น แท้ที่จริงแล้วคือ "ผู้เบียดเบียน"
 ข้อกล่าวหาและบทวิจารณ์ในข้อนี้ ผมไม่ได้โจมตีอย่างเลื่อนลอย    ปากกาหรืออารมณ์พาไป มันเป็นเรื่องจริงที่ไม่อิงนิยาย เพราะผมเองไม่ใช่นักแต่งนิยาย หรือนักเสกสรรปั้นเรื่องมาด่าว่ากัน อย่างน้อยหากจำเป็นถึงที่สุดที่ต้องมีการอ้างอิง "พยานบุคคล" แล้วล่ะก็ ผมเชื่อว่า ผู้ที่ให้ข้อมูลผม ไม่ว่าจะเป็นอดีตสาวกของ "ธรรมกาย" กลับใจ, หรือผู้หลงผิด    เห็นหมาป่าเป็นราชสีห์ เพราะเอาหนังราชสีห์มาคลุม แต่พอเห็นหางงอกออกมาเป็น "หมา" แล้ว ก็เลิกหลงผิดอีกต่อไป     ถึงแม้ในขั้นต้น ท่านเหล่านั้นจะอับอายเพราะความรู้สึก "เสียรู้หมา"  ไม่ต้องการให้เอ่ยนามหรือเหตุการณ์จริง ๆ จนเกินไป แต่ถ้าหากว่าถึงเวลาจริง ๆ ท่านคงเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม คงจะไม่ปล่อยให้ผม "ต่อสู้กับลัทธิอุบาทว์" คนเดียวแน่
 เรื่องความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ มุ่งเบียดเบียน จะสังเกตได้จากการบอกบุญ ชนิดที่เรียกว่า ทำทุกวิถีทางที่จะได้เงินเข้าสำนัก หากคำโฆษณาชวนเชื่อไม่ได้ผล ก็ใช้ลูกตื้อ ลูกอ้อน ล้อมหน้าล้อมหลังสารพัดจนคนถูกตึ๊อใจอ่อน หรือบริจาคเพราะเบื่อ อยากจะตัดความรำคาญ ให้ไปก็มี    บางรายที่หลงคำโฆษณาชวนเชื่อ แต่ไม่มีเงินมากมายจะทำบุญขนาดนั้น ทางสำนักก็เปิดบริการ "เงินผ่อน"ให้ผู้ทำบุญและหลงใหลได้เป็นหนี้โดยทั่วหน้า   พอผ่อนไปได้สักงวดสองงวด ก็จะออกลูกไม้ทำนองว่า "เออ นี่แน่ะ ตอนนี้มีคนเขาศรัทธามากขึ้น หากไม่รีบชำระให้หมด หากเขาทำบุญตัดหน้าไป ไม่ได้บุญไม่รู้ด้วยนะ"  อย่างกรณีสร้างพระธรรมกายเป็นต้น พูดทำนองว่า จะเต็มแล้วนะ    หากไม่ผ่อนให้หมดเดี๋ยวคนอื่นชิงตัดหน้าทำบุญสร้างไปคุณก็อดได้บุญกัน     ที่นี้คนเรามันหลงนี่ครับ ก็รีบหาเงินมา Pay off กันให้วุ่น รูด Credit Card เสียดอกเบี้ยแพง ๆ ก็เอา ไอ้รายที่ไม่หลง แต่ "เสียรู้" ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย ไหน ๆ ก็ทำแล้ว  ตัดความรำคาญจัดการจ่ายให้หมดเสียเลย ขอรับรองว่า "พฤติกรรมเหล่านี้มีจริง" ในสำนักแห่งนี้ เพราะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดของผมเอง  พอได้ยินคนอื่นที่ได้รับเคราะห์กรรมอันเดียวมาเล่าสู่กันฟัง ก็เลยเข้าใจทุกอย่างได้ดี
 ตามหลักพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ที่เป็น "แก่นพุทธศาสน์" อย่างคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุไม่ได้สอนให้คน "เป็นหนี้"   ไม่ได้สอนให้คนลุ่มหลงงมงายกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระเครื่องรางของขลังทุกชนิด
ไม่ได้สอนให้คนเที่ยวพร่ำขอ อยากได้อะไรก็เอาแต่ขอโน่น ขอนี่ โดยไม่ช่วยตัวเอง  ไม่ลงมือเสาะแสวงหาด้วยตนเอง ดังพุทธภาษิตที่ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ"  แปลว่า"ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" หรืออย่างคำสอนของท่านธัมมวิตักโกภิกขุ (เจ้าคุณนร ฯ) แห่งวัดเทพศิรินทร์ กทม. ท่านว่า  "ทำดี ดีกว่าขอพร"   ทีนี้ลองหันกลับมาพิจารณาลัทธิธรรมกายดูซิ ว่าการกระทำทุกอย่าง หลักคำสอนทุกอย่าง พฤติกรรมต่าง ๆ แตกต่างจากหลักคำสอน การประพฤติ ปฏิบัติ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง
 มาดูความงกเงินของเจ้าลัทธิธรรมกายดูบ้าง ว่าเป็นอย่างไร ท่านธัมมชโยนั้น ท่านเสน่ห์แรง พูดเพราะ ออดอ้อนสีกาเก่ง ชนิดที่เรียกว่า หว่านล้อม จูงใจให้สีกาท่านหนึ่ง  ซึ่งมีอายุพอสมควร ยอมขายที่ดิน เรือกสวนไร่นา นำเงินมาวายในการสร้างถาวรวัตถุในวัดธรรมกาย ปทุมธานีถึง ๔ ล้านบาทซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยนะครับท่าน   เรื่องนี้เกิดขึ้นในระยะแรกเริ่มแห่งการสร้างวัดทีเดียว ก่อนที่จะมีการวางแผนการสร้างมหาเจดีย์ธรรมกายเสียอีก วันที่นำปัจจัยไปถวาย สีกาท่านหลุดปากออกมาว่า  "หลวงพ่อ
เจ้าคะ อันที่จริงอิฉันขายที่ดินไป ได้เงินมาถึง ๔ ล้านสองแสนบาท    แต่อิฉันได้แบ่งเงินจำนวน ๒ แสนบาทไปถวายวัด...(ขออภัยไม่อาจบอกชื่อวัดได้) ในจังหวัดนนทบุรี  เพราะพระท่านบอกบุญเอาไว้นานแล้ว เพื่อนำไปสร้างศาลา "  พอสีกากล่าวถึงตอนนี้ แทนที่หลวงพ่อจะอนุโมทนาสาธุ    อย่างที่พวกกัลยาณมิตรในสำนักธรรมกายทุกแห่งชอบกล่าวกัน แต่ท่านกลับสวนขึ้นมาทันควันเลยว่า             "โยมทำอย่างนั้นไม่ถูกต้องนะ อันที่จริงวัดนี้ยังต้องการเงินบริจาคมากกว่า ๔ ล้านบาท ไม่น่าแบ่งไปทำบุญวัดอื่นเลย"    เป็นไงครับท่าน อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกับพระองค์นี้ อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่า "เห็นแก่ตัว งกเงิน" แล้ว    จะเรียกว่าอย่างไร ?  ท่านผู้รู้ช่วยบอกผมที เผื่อเรียกท่านผิด จะได้เรียกเสียใหม่ให้ถูกต้อง
 ทีนี้มาว่ากันถึงในข้อที่ว่า "ไม่เอาใคร นอกจากพวกพ้อง"    ของสำนักนี้กันบ้าง เท่าที่สังเกตเห็นพฤติกรรมของพวกธรรมกายในแคลิฟอร์เนีย พวกนี้มักจะพาคณะของตน  ออกไปเผยแพร่ลัทธิ ตระเวณบอกบุญไปทั่ว หลายต่อหลายงานด้วยกัน ที่ประจำก็คือ "งานกฐินวัดไทย แอล.เอ." พวกนี้มากันทุกปี ถือเป็นการบอกบุญ เบียดเบียนสาธุชนนอกสถานที่   นอกจากวัดแล้วยังมีสถานที่อื่นที่ไม่ใช่วัด และกิจกรรมนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับงานวัดด้วย อย่างเช่น ร่วมงานวันมรดกไทย, งานวันวัฒนธรรมไทย จัดที่ถนนฮอลลีวูด
พวกนี้จะยกโขยงมาตั้งซุ้ม ทำการเผยแพร่ ตั้งโต๊ะรับบริจาค เป็นล่ำเป็นสัน ชนิดที่เรียกว่า ไม่เคยเห็นมีวัดใดในโลกเขาจะทำกัน เป็นการกระทำที่ "น่าเกลียดมาก" ไม่ถูกกาละ เทศะ (เวลาและสถานที่) ถ้าวัดไทยในงานบุญก็ไปอย่าง แต่นี่งานวัฒนธรรม ไม่เกี่ยวกับงานบุญเลยและใช่ว่าพวกสำนักธรรมกายจะจัดกิจกรรมการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย รึก็เปล่า เป็นสำนักเดียวที่ไม่ส่งเสริมให้บุตรหลาน หรือประชาชนรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม โดยเฉพาะนาฎศิลป์ไทย ดนตรีไทย แล้วยังมีหน้าทะเร่อทะร่ามาออกงานกับเขาอีก
ข้อสำคัญ เวลาทางสำนักนี้จัดงาน ไม่ว่าจะเป็นกฐิน ผ้าป่า ตรุษสงกรานต์ เข้า-ออกพรรษา ฯลฯ  พวกเขาจะไม่อนุญาตให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือคณะหนึ่งคณะใด   เข้าไปมีส่วนร่วม อย่างเช่น ตั้งโต๊ะรับบริจาคอย่างที่พวกเขาไปตั้งที่วัดอื่น ฯลฯ เป็นต้น อย่างนี้แหละครับ ที่เขาเรียกว่า "ไม่เอาใคร"
 ยังมีการกระทำที่เด่นชัดมากกว่านี้อีก    ท่านอ่านแล้วต้องทำใจนะครับ ตอนแรกที่ได้ยินได้ฟังมาผมรู้สึกโมโห เจ็บแค้นสำนักนี้อย่างมาก ถ้าผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย คงได้ติดคุกติดตะราง ยอมรับนะครับว่า ผมเป็นคนอารมณ์ร้อน และเอาจริง หรือไม่ก็พาท่านเจ้าสำนัก ในฐานะผู้เป็นใหญ่ในสถานที่ ขึ้นโรงขึ้นศาลกันบ้างแล้ว เรื่องมันเป็นอย่างนี้ เมื่อหลายปีมาแล้ว มีผู้ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่ง ในฐานะพี่สาว  ได้พาพระอาจารย์ที่มาจากสวนโมกข์ ไชยา สุราษฏร์ธานี  ซึ่งเป็นสวนปฏิบัติธรรมของท่าน "พุทธทาสภิกขุ" ไปเที่ยวชมวัดพระธรรมกายที่ปทุมธานี เพราะเห็นว่าทางบ้านของพี่สาวเป็นโยมอุปัฎฐากใกล้ชิดกับวัด (ซื้อที่ปลูกบ้านอยู่ใกล้กับวัด)  ไหน ๆ ท่านมีกิจนิมนต์ที่กรุงเทพ ฯ   แวะมาเยี่ยมเยียนก็จะพาไปทัศนศึกษาสักหน่อย เผื่อเจอหลวงพ่อเจ้าสำนัก    จะได้สนทนาวิสาสะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในด้านการปฎิบัติซึ่งกันและกัน  อีกอย่างใกล้เพลแล้วด้วย เผื่อทางวัดจะได้นิมนต์ท่าน "ฉันเพล" เสียด้วยกันเลย   อันที่จริงพี่สาวผมเขาก็ไม่ได้ศรัทธาพวกธรรมกายมากมายนัก ที่เข้าไปคลุกคลีก็เพราะว่า ญาติชักนำไม่อยากให้เสียน้ำใจและไม่อยากขัดศรัทธา ในทำนองเดียวกันกับผมนั่นแหละ   ทีนี้พอไปถึงวัด ยังไม่ทันได้พบหลวงพ่อหรือพระผู้ใหญ่ในวัดอย่างท่านทัตตชีโวเลย ก็มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง  เป็นผู้ชายมานิมนต์พระอาจารย์จากสวนโมกข์ในทำนองเข้ามาต้อนรับ ท่านก็ไปกับโยมผู้ชายท่านนั้น พี่สาวเขาก็ไม่เอะใจ หรือคิดอะไร เพราะว่า ทางวัดคงจะนิมนต์ท่านไปพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวฉันภัตตาหารเพล ทีนี้กาลเวลาล่วงเลยไป  จาก ๑๐ นาที   เป็น๒๐ นาที ... เลยครึ่งชั่วโมงไปแล้ว พระวัดธรรมกายเข้าแถวเป็นรูปขบวน ล้อมหน้าล้อมหลังท่านทัตตชีโว
เข้ามาในสถานที่ที่จัดไว้เลี้ยงภัตตาหารเพลแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววของพระอาจารย์ที่มาจากสวนโมกข์ ทีนี้พี่สาวชักเอะใจขึ้น นึกสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง เลยออกเดินตามหาดู  ก็ไม่เห็นวี่แวว มองดูเวลานี่ก็เลยเพลมาแล้ว ทีนี้ไม่เดินหาอย่างเดียว  ออกปากร้องเรียกชื่อท่านด้วย พอเดินมาได้สักระยะหนี่ง    ก็มีเสียงขานรับออกมา แต่ก็ยังไม่เห็นตัวท่าน เลยถามว่า " ท่านอยู่ที่ไหน ? "  ทันใดก็มีเสียงเคาะข้างฝาดังมาจากห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง พี่สาวเขาจึงเดินเข้าไป ร้องามว่า "ท่านเข้าไปอยู่ในนั้นทำไม ?    ทำไมถึงไม่ออกมาฉันภัตตาหารเพล "  ท่านอาจารย์จากสวนโมกข์ ก็เลยตอบว่า "โยมเขานิมนต์มาให้นั่งอยู่ในนี้ตั้งนาน พอจะเปิดประตูออกไป ปรากฎว่า "ประตูลั่นกุญแจเอาไว้" ทำให้ออกไปไหนมาไหนไม่ได้ "
 พอพี่สาวผมเขาฟังมาถึงตรงนี้ เธอรู้สึกเดือดปุด ๆ  เลือดขึ้นหน้ามาเหมือนกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ได้แต่เดินถามหา คนที่นิมนต์ท่านไป แต่ก็จำไม่ได้ว่าเป็นใคร หาอยู่นานจนเจอ ถามว่า "ทำไม ?   ถึงต้อง
เอาพระไปขังในห้องเยี่ยงนักโทษด้วย "  บุรุษผู้ได้ชื่อเป็น "กัลยาณมิตร" ตอบว่า   "เป็นกฎของที่นี่ ห้ามพระเดินเพ่นพ่านไปมา " พี่ผมตอนนี้เริ่มโมโหแล้ว ามต่อไปว่า "แล้วทำไมต้องขัง ? พูดจา บอกกล่าวกันดี ๆ ไม่ได้หรือไง ? "    ไม่ได้รับคำตอบ เพียงแต่ได้ยินคำที่หลุดมาจากปากว่า "ขอโทษ" พี่ก็เลยพอคลายโมโหลงบ้าง   เกิดความเป็นห่วงขึ้นมาแทน ห่วงว่าท่านจะไม่ได้ฉันเพล ก็บอกว่า  "ช่วยจัดการปล่อยท่านออกมาเดี๋ยวนี้ " บรุษผู้นั้นก็ยังโยกโย้ต่อไปอีกว่า "กุญแจอยู่ที่หลวงพ่อ (ทัดตชีโว) ท่านกำลังแสดงธรรมอยู่ต้องรอให้ท่านเสร็จกิจเสียก่อน "     คราวนี้พี่ผมเลยฟิวส์ขาดขึ้นมาอีกยื่นคำขาดออกไปว่า "ไปพาท่านออกมาเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นจะแจ้งตำรวจ"  พอเจอไม้นี้เข้าให้คราวนี้วิ่งแจ้นไปปล่อยท่านออกมาแทบไม่ทันเลยครับ
 เป็นอันว่าพอท่านออกมาได้ ก็พากันออกมาจากวัดธรรมกาย   วันนั้นเลยอดฉันภัตตาหารเพลไปโดยปริยาย นับแต่วินาทีนั้นมา พี่สาวผมก็ตั้งใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่า  ถึงตาย ก็จะไม่ไปเหยียบสำนักธรรมกายนี้อีก หากใครสงสัยว่า เรื่องที่ผมเล่ามานี้เป็นเรื่อง "จริง" หรือ "เท็จ"   ลองสอบถามพระในสวนโมกข์ดูเผื่อมีบางท่านจะรู้ หรือได้ยินเรื่องนี้บ้าง  เขียนมาถึงตอนนี้ ทำให้นึกถึงเพลงบทหนึ่ง ที่ว่า "ช่างร้ายเหลือทน คนอะไร ไร้ความปรานี ช่างร้ายเหลือดี ภูติผีตนใด สิงใจ....."   ที่นึกถึงเพลงนี้ได้ เพราะพฤติกรรมที่แสดงออกถึงใจคอ "โหดร้าย" ทำร้ายได้แม้แต่พระพุทธบุตร  แม้จะต่างสำนัก ต่างนิกาย    ความเชื่อถือปฏิบัติ ก็ยังนับเนื่องว่า เป็น "ญาติธรรม" ต่อกัน   ทางสำนักนี้เองก็ยังไม่เคยปฏิเสธว่า อยู่ในบริษัทเดียวกัน คือ บริษัทของพระพุทธเจ้านามว่า "โคดม"     แต่การกระทำทุกอย่างที่ผมได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น คงทำให้ผู้อ่านหลายท่านพิจารณาแล้ว ดูเหมือนจะจงใจประกาศให้ชาวโลกทราบว่า ลัทธิฉัน ศาสนาของฉันนี่นะไม่ใช่ "ศาสนาของพระพุทธโคดม" แต่เป็นศาสนาลัทธิธรรมกาย   แอบอ้างเอาหลวงพ่อสดวัดปากน้ำเป็นศาสดา (รายละเอียดเรื่องนี้หาอ่านได้จาก ข้อเขียนตอนที่ ๒๕ เรื่อง  "ศรัทธาใหม่ของมนุษยโลก" ตีพิมพ์ในหนังสือ "นอสตราดามุส"  แปลและเรียบเรียงโดย ศาสตราจารย์ เจริญ วรรธนะสิน)
 ท่านผู้อ่านที่เคารพ เรื่องของ  "ลัทธิธรรมกาย"      ที่ท่านได้อ่านผ่านสายตาของท่านไปแล้วนั้นเป็นเพียงข้อคิดเห็นส่วนน้อย จากกระผม "นายบุญสม  ขอหิรัญ" เท่านั้น    ยังมีความคิดเห็น และข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายจากคนอีกจำนวนมาก  ที่คิดแล้วแต่ไม่กล้าเขียน หรือกล้าพูดออกมา จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ บางท่านอาจจะถือเสียว่า "ธุระไม่ใช่" หรืออาจจะเห็นว่า "เปิดเผยออกไปก็อายเขา เพราะหมดไปเยอะ " แต่ผมก็เชื่อนะครับว่า ยังมีอีกหลายท่านที่ต้องการที่จะเห็นใครสักคน "กระชากหน้ากาก"  ให้ เห็นโฉมหน้าอันแท้จริงของพวกนี้ และวันนี้ก็มาถึงแล้ว   ผมกล้าหาญชาญชัยพอที่จะกระทำการ ที่อาจจะต้องเอาแม้กระทั่งชีวิตเป็นเดิมพัน  จุดประสงค์ที่เขียนเรื่องนี้   ไม่ใช่เพราะความอยากเด่น อยากดัง หรืออยากตาย แต่มันคงถึงเวลาแล้วนะครับ ที่ความอดทนของผมต้องมาถึงที่สิ้นสุด   ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นครูอาจารย์ท่านก็สอนนักสอนหนาว่า "อย่าได้ขัดใจคน อย่าได้ขัดคอคน อย่าได้ขัดลาภ ขัดศรัทธา ขัดผลประโยชน์คน เพราะไม่บังเกิดผลดีกับตัวเราเอง และอาจนำผลร้ายมาสู่ได้  "    แต่ทำไงได้ครับ พระพุทธองค์ท่านตรัสสอนเอาไว้ในพุทธภาษิตว่า "บัณฑิต พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เมื่อตรึกธรรมแล้ว พึงสละทั้งทรัพย์ อวัยวะ แม้กระทั่งชีวิต เพื่อรักษาธรรมะ"       ดังนั้นเพื่อดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัติรย์ และองค์หลวงพ่อสด  วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งแม้ว่าผมไม่มีโอกาสได้เป็นศิษย์ของท่าน เพราะเกิดไม่ทัน  แต่ผมก็ศรัทธาเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของท่าน เทิดทูนบูชาในบารมีธรรมของท่าน เปรียบประหนึ่ง "ครูบาอาจารย์" เช่นกัน ดังนั้น ผมจึงยอมไม่ได้ที่จะให้ไอ้พวกเดนนรกมันมาทำลายพระพุทธศาสนา และชื่อเสียงเกียรติคุณของหลวงพ่อ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
 บทความนี้ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เอ่ยชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง   ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท มิตรสหายน้องชาย น้องสาว รวมไปถึงท่านที่เคารพนับถือที่มีส่วนให้ข้อมูล   ทำให้บทความนี้ดำเนินมาจนถึงบทสุดท้าย  แต่ก็อาจมีบ้างที่จำเป็นต้องหลุดออกไป แม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่คนใกล้ชิด หรือร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นจะทราบได้ทันทีว่า"เป็นใคร" หากท่านได้อ่านหรือพบเจอเข้า ก็ขอให้ดูเจตนาของกระผมผู้เขียนก่อน หากมีสิ่งใดเป็นการล่วงเกิน ก็ขออโหสิกรรมนั้น ๆ แก่กระผมด้วย เรื่องของลัทธิธรรมกาย หากผมไม่ตายเสียก่อน อาจจะมีภาค ๒ ภาค ๓ ตามมา ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า   ผมจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ หากได้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้วผมสามารถนำมาเปิดเผยได้ ท่านคงจะได้อ่านกันแน่นอน  หากบทความนี้จะก่อผลบาปอันใด แม้กระทั่งตกขุมนรกอเวจี กระผม "นายบุญสม ขอหิรัญ" ขอรับผลบาปนั้นแต่เพียงผู้เดียว แต่ในทางตรงข้าม หากมีกุศลอันใดเกิดจากบทความชิ้นนี้  ขอกุศลผลบุญนั้นจงดลบันดาลให้ท่านที่หลงผิด มืดมิดตามัว ยอมอุทิศทุกสิ่งให้กับลัทธิธรรมกาย     จงหายจากการหลงผิด จงหลุดจากโมหะจริตทั้งหลายที่ครอบงำอยู่ ในเร็ววัน  โดยเร็วพลันด้วยเทอญ  สา...ธุ......
 

      ๑๐  พฤศจิกายน  ๒๕๔๑
        ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา



กลับไปที่หัวข้อเรื่อง
HOME